ปัจจุบัน อี-บุ๊กเข้ามามีส่วนสำคัญสำหรับผู้ที่รักการอ่านและโลกหนังสือ เนื่องจากมีความสะดวกหลายประการ ขั้นตอนง่ายในการอ่าน และค้นหาหนังสือ ทั้งไม่เปลืองเนื้อที่ในการเก็บหนังสือ และอ่านได้จากทุกที่ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
บุ๊กสโตร์สัปดาห์นี้ขอแนะนำ อี-บุ๊กที่น่าสนใจอีกดังนี้
“สี่แผ่นดิน”
กับเรื่องจริงในราชสำนักสยาม
โดย ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย
ช่วงนี้มักจะเห็นภาพของคนปั่นจักรยานเป็นจำนวนมาก ด้วยจักรยานสาธารณะที่มีให้บริการมากขึ้น ผนวกกับกระแสและเทรนด์รักสุขภาพที่มาแรงในช่วงเวลานี้ “จักรยาน” เลยกลายมาเป็นพาหนะและเครื่องออกกำลังกายชิ้นสำคัญที่ทั้งรวดเร็วและ ได้ขยับร่างกายไปพร้อมๆ กัน
ย้อนกลับไปในอดีต ก่อนความนิยมจักรยานในปัจจุบัน จักรยานหรือ “ไบซิเกิ้ล” ยังมีสถานะเป็นเครื่องบ่งชี้สถานะและความมีอันจะกินในสังคมได้ด้วย ดังปรากฏว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 จักรยานเป็นหนึ่งในของเล่นที่ชาววัง “เห่อ” อยู่ระยะหนึ่ง
จากจุดกำเนิดในประเทศโลกตะวันตก ราว พ.ศ.2380 เมื่อแพร่หลายเข้ามายังประเทศไทยราวสมัยรัชกาลที่ 4 โดยคณะบาทหลวงศาสนาคริสต์ จึงทำให้ข้าราชสำนักฝ่ายในสมัยรัชกาลที่ 5 มีโอกาสขี่ เกิดความนิยมหรือ “เห่อ”

จักรยานเลยแพร่หลายตามไปด้วยในวงสังคมชนชั้นสูง ถึงขั้นว่าใครไม่มีจักรยานเป็นของตัวเองนับเป็นเรื่องน่าอายก็ว่าได้
เช่นเดียวกับเนื้อหาในวรรณกรรมเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ที่สะท้อนภาพจำของจักรยานเช่นนั้นออกมา เพราะได้บรรยายถึงการประกวดประชันกันในเรื่อง “รถ” ว่าของใครจะดีกว่าของใคร สอดรับกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจดหมายของสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี ทรงสั่งให้สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตร สุขุมพันธุ์ พระราชโอรส ซึ่งกำลังทรงศึกษาอยู่ในประเทศเยอรมนี ซื้อจักรยานส่งมาถวาย โดยระบุด้วยว่า “… แม่จึงขอให้ลูกหารถให้แม่สักคันหนึ่ง อยากได้อย่างดีแลเบาที่สุดด้วย” เป็นต้น
ความเห่อในรถ “ไบซิเกิ้ล” ที่ดูจะเป็นวงจำกัดสมัยรัชกาลที่ 5 นี้เอง ที่ในเวลาต่อมาได้พัฒนาและหลุดลอดจากรั้ววังสู่สามัญชนคนธรรมดา ก่อนจะกลายมาเป็นพาหนะหรือเครื่องออกกำลังกายคู่ใจใครหลายๆ คนในปัจจุบัน
อ่านจุดกำเนิดของจักรยานและความ “เห่อ” ที่ทุกวันนี้อาจไม่ได้หายไปตามกาลเวลาได้ใน “สี่แผ่นดิน” กับเรื่องจริงในราชสำนักสยาม โดย ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย
E-Book : https://bit.ly/4gKMP19
2475 บุกวังวันปฏิวัติ
นริศ จรัสจรรยาวงศ์ บรรณาธิการ
หากเอ่ยถึงชื่อ “ศุภชลาศัย” หลายคนคงนึกถึงชื่อของสนามกีฬาแห่งชาติ ที่ใช้ในงานมหกรรมกีฬาและความบันเทิงในหลายๆ ครั้ง
แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าชื่อ “ศุภชลาศัย” นี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับหนึ่งในผู้ก่อการปฏิวัติ 2475 โดยมีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ ณ พระราชวังไกลกังวล ด้วยเป็นผู้เข้าเฝ้าเจรจากับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ขณะนั้น
มีหลักฐานปรากฏในบันทึกของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ว่า “…มีการเจรจากันกับหลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) นายทหารเรือที่นำเรือรบพระร่วงออกไปรับเสด็จกลับจากหัวหิน เขาเล่าว่าหลวงศุภฯ กินเหล้าหน้าแดงขึ้นไปเฝ้าจากเรือรบ แม้เช่นนั้นเวลาเห็นในหลวง มือยังสั่นและพูดจาอึกอักๆ”
นอกจากบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้ว “ตาบุง” ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะคณะราษฎร ผู้ก่อการ “กีฬา” ไทย ให้เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ในฐานะอธิบดีกรมพลศึกษาท่านแรกอีกด้วย

ชื่อสนามกีฬาที่ทุกคนจดจำได้จึงมิใช่เพียงการสร้างอนุสรณ์ทางความทรงจำให้กับผู้ริเริ่มการกีฬาไทย แต่ยังสัมพันธ์กับนโยบายของยุคสมัยคณะราษฎรที่กีฬา มีส่วนอย่างสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพที่มาพร้อมๆ กับการสร้างชาติให้แข็งแรง ผ่านศักยภาพของประชาชนนั้นเอง
ส่วนของพื้นเพการเขียนนั้น “ลูกทหารเรือ” (รวมถึง ตาบุง ที่มียศ “นาวาเอก”) นับว่ามีความแข็งแรงในวัฒนธรรมการจดบันทึกอยู่ก่อนแล้ว ดังสะท้อนผ่านวารสาร “นาวิกศาสตร์” วารสารของทหารเรือที่ถูกตีพิมพ์ต่อเนื่องยาวนาน
นอกจากนี้ ยังมีนักเขียนลูกชาวทะเลอีกหลายคนที่โดดเด่นอย่าง นาวาเอกสวัสดิ์ จันทนี ผู้ประพันธ์ “นิทานชาวไร่” สารคดีอิงประวัติศาสตร์และบันทึกประวัติศาสตร์บอกเล่าฉบับหนึ่งที่มีสีสันมากที่สุด เป็นต้น
บันทึกความทรงจำของหลวงศุภชลาศัย นายทหารเรือผู้เผชิญพระพักตร์ในหลวง รัชกาลที่ 7 ก่อนผู้ก่อการคนอื่นๆ จึงเป็นผลผลิตที่สืบเนื่องกับงานเขียนของเหล่าลูกชาวทะเล ทั้งยังสะท้อนถึงความหวั่นวิตกในจิตใจ ซึ่งสอดรับกับข้อความในบันทึกของท่านหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ดังที่ว่า “…เวลาเห็นในหลวง มือยังสั่นและพูดจาอึกอักๆ” ดังที่ตาบุงว่าไว้เองว่า “…มีมนุษย์ที่ไหนที่ได้ประสบชตากรรมบันดาลอย่างร้ายกาจ… ให้ต้องเข้าเฝ้าโดดเดี่ยว โดยเฉพาะก่อนพวกก่อนพ้อง ทั้งๆ ที่รู้ตัวอยู่ดีว่ามีอุกฤษโทษติดตัวมาสดๆ ร้อนๆ”
รู้จักนายทหารเรือ ผู้บุกเบิกการกีฬาแห่งประเทศไทยคนแรก และผู้มีหน้าที่สำคัญในการเชิญเสด็จรัชกาลที่ 7 กลับพระนครหลังการปฏิวัติ 2475 ก่อนจะกลายมาเป็นชื่อสนามกีฬาในปัจจุบันได้ใน 2475 บุกวังวันปฏิวัติ นริศ จรัสจรรยาวงศ์ บรรณาธิการ
E-Book : https://bit.ly/4yJEG6H
FUTURE YOU เราจะเป็นใคร…ในโลกใหม่
โดย สันติธาร เสถียรไทย
ความกลัวของเด็กปีหนึ่ง ที่เพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับโลกได้ ดังสะท้อนผ่านประโยคข้างต้น ดูจะเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะเอาจริงๆ เราๆ ตอนอยู่ปีหนึ่งในชั้นมหาวิทยาลัย ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะคิดถึงเรื่องอนาคตในชีวิตต่อไปอย่างไร
แต่ในโลกที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว สันติธาร เสถียรไทย พบว่าความกลัวและความลังเลนี้ ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างนักศึกษาปี 1 เท่านั้น แม้กับคนที่ทำงานอยู่ในบริษัทระดับโลกที่ดูเหมือนจะมีอนาคตดี ไปได้ไกล ยังมีคำถามประเภท “เรียนอะไรดี ทำงานที่ไหนดี ควรตั้งบริษัทเองไหม กลับไทยดีหรือเปล่า” ปรากฏให้เขาได้เห็นอยู่เสมอ
โลกที่ดูจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลไม่มากก็น้อยให้เราเสมือนว่าต้องมี “คำตอบ” ติดตัวอยู่เสมอ และต้องรู้ชัดว่าเส้นทางที่กำลังเดินนั้นจะนำพาเราไปยังจุดหมายปลายทางแบบไหนกัน
ทั้งที่ในความเป็นจริง หลายคนยังอยู่ในช่วงเวลาของการเตรียมตัวออกบิน แต่ความเร่งรัดคำตอบนี้แหละที่ทำให้เกิดความรู้สึกผิดกับตัวเอง เพียงเพราะไม่รู้ว่าจะบินไปทางไหน

มุมมองหนึ่งสำหรับสันติธาร ความกลัวเพราะความไม่รู้ใน เส้นทางข้างหน้า ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกเลย เพราะหลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จ ในวันที่เขาเริ่มต้นนั้น เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเส้นทางที่เขาเลือกเดินนี้จะนำพาเขาไปที่จุดไหนในชีวิตต่อไป การเลือกเดินในเส้นทางที่ “ไปสู้เอาดาบหน้า” จึงไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเราไม่มีทิศทางเสมอไป
อีกมุมมองหนึ่ง หากเราก้าวเดินผิดพลาดในเส้นทางชีวิตหรือกำลังเกิดความรู้สึกหลงทางเกิดขึ้นในใจ ในมุมมองของสันติธารนั้นก็ไม่ใช่ความผิดพลาดจากการตัดสินใจเช่นกัน เพราะบางครั้งการ “หลงทางกลับเป็นของขวัญ” ให้เราได้รู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้นเสียอย่างงั้น เพราะคำตอบบางข้อในชีวิต เราอาจจะไม่ได้มันมาจากการค้นหา หากแต่ได้มาจากการอนุญาตให้ตัวเอง “หลงทางได้” ในวันเวลาและเส้นทางที่ไม่แน่นอน
สำรวจความหมายของชีวิตจากบทเรียนของความผิดพลาดในวันที่เรา “กลัว” ท่ามกลางโลกที่ผันแปรไปอย่างรวดเร็วได้ใน FUTURE YOU เราจะเป็นใคร…ในโลกใหม่ โดย สันติธาร เสถียรไทย
E-book : https://bit.ly/4tL0Xgl
เลือกซื้อ E-Book อ่านหลากหลาย Application ได้ที่ : https://linktr.ee/matichonebook
อ่านได้ทั้งระบบ ios และ Android
ผู้สื่อข่าวหรรษา
[email protected]