ในวันที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับผลการเรียน ความสำเร็จ และภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์ เด็กจำนวนมากกำลังเติบโตขึ้นพร้อมบาดแผลทางใจที่ไม่มีใครมองเห็น จากคำพูดบางคำที่ผู้ใหญ่หรือเพื่อนอาจมองว่าเป็นเพียง “การล้อเล่น” แต่สำหรับเด็ก คำพูดเหล่านั้นอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียความมั่นใจ คุณค่าในตนเอง และความสุขในการใช้ชีวิต

ขณะที่การบูลลี่ในยุคดิจิทัลไม่ได้จบลงเมื่อเลิกเรียน แต่สามารถติดตามเด็กไปได้ทุกที่ผ่านข้อความ คอมเมนต์ และสื่อสังคมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง จนกลายเป็นวิกฤตเงียบที่กำลังคุกคามสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

สดจากเยาวชน

พญ.ปรานี ปวีณชนา

 

พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า หลายคนยังมองว่า “การบูลลี่” เป็นเพียงการหยอกล้อหรือเป็นเรื่องธรรมดาของเด็ก แต่ในมุมของสุขภาพจิต การบูลลี่คือความรุนแรงรูปแบบหนึ่งที่สร้างบาดแผลทางใจได้ไม่ต่างจากการถูกทำร้ายร่างกาย และบางครั้งผลกระทบเหล่านั้นอาจติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

ปัจจุบันพบว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบจากการถูกบูลลี่จนพัฒนาไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ภาวะเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) รวมถึงพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การบูลลี่มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น แบ่งออกเป็น 5 รูปแบบหลัก ได้แก่ การบูลลี่ทางร่างกาย เช่น การตี ตบ เตะ หรือทำร้ายร่างกาย, การบูลลี่ทางคำพูด เช่น การล้อเลียน เสียดสี ประชดประชัน หรือใส่ร้าย, การบูลลี่ทางจิตใจและความสัมพันธ์ เช่น การกีดกันออกจากกลุ่ม การเมินเฉยหรือทำเหมือนไม่มีตัวตน, การบูลลี่ด้านทรัพย์สิน เช่น การซ่อน ขโมย หรือทำลายข้าวของ และการระรานทางไซเบอร์ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างยิ่งในปัจจุบัน

พญ.ปรานี ให้ข้อมูลเพิ่มว่าการบูลลี่ในปัจจุบันรุนแรงและอันตรายมากกว่าในอดีต โดยเฉพาะ Cyberbullying ที่นำรูปของเด็กไปตัดต่อ เผยแพร่คลิปประจาน สร้างข่าวลือ หรือระดมผู้คนจำนวนมากเข้ามารุมโจมตีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลให้สภาพจิตใจของเด็กกระทบกระเทือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกครั้งที่มีการแชร์หรือส่งต่อเนื้อหาเหล่านั้น

สดจากเยาวชน

เมื่อความเจ็บปวดสะสม เด็กอาจเริ่มส่งสัญญาณเตือนทางสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็นอาการเศร้า เครียด วิตกกังวล หงุดหงิดผิดปกติ แยกตัวจากสังคม ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ร้องไห้ขณะใช้งานโทรศัพท์ ไม่อยากไปโรงเรียน ปฏิเสธการพูดคุยกับคนในครอบครัว หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น ในบางรายเด็กอาจเริ่มทำร้ายตนเอง

พญ.ปรานี กล่าวว่าการแก้ปัญหาการบูลลี่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว โรงเรียน และสังคม โดยโรงเรียนควรมีนโยบายไม่ยอมรับการบูลลี่ทุกรูปแบบอย่างจริงจัง การแก้ปัญหาการบูลลี่ไม่ใช่การหาคนผิด แต่คือการหยุดวงจรความรุนแรง เพื่อไม่ให้มีเด็กคนใดต้องกลายเป็นเหยื่อหรือเติบโตขึ้นเป็นผู้ส่งต่อความรุนแรงให้กับผู้อื่น ขณะเดียวกัน การช่วยเหลือควรครอบคลุมทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ เพราะเด็กที่กลั่นแกล้งผู้อื่นจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญปัญหาภายในครอบครัว ความรุนแรงในชีวิตประจำวัน หรือปัญหาสุขภาพจิตที่ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

สิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้องเด็กจากการบูลลี่ คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว และสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูกตั้งแต่วัยเยาว์ เด็กที่มีความภาคภูมิใจในตนเอง แข็งแรง จะมีภูมิคุ้มกันทางใจที่ดี บางครั้งคำพูดเพียงไม่กี่คำอาจทำลายอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้ ขณะที่การรับฟังด้วยความเข้าใจเพียงครั้งเดียวอาจช่วยรักษาหัวใจของเด็กคนหนึ่งไว้ได้ตลอดชีวิต”

หากสังเกตเห็นว่าเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เก็บตัว เครียด วิตกกังวล ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีสัญญาณที่น่ากังวลด้านอารมณ์และจิตใจ ปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นได้ที่ศูนย์สุขภาพจิต โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน