จากพืชเศรษฐกิจสำคัญของ จ.กำแพงเพชร ด้วยพื้นที่ปลูกมากกว่า 40,000 ไร่ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ปัจจุบันเริ่มถูกแทนที่ด้วยไร่อ้อยและมันสำปะหลัง ทำให้พื้นที่ปลูกกล้วยไข่ของกำแพงเพชรในปี พ.ศ.2566 เหลือเพียง 513 ไร่

มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนเพียง 163 ราย และขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพียง 75 ราย และส่วนใหญ่เป็นการปลูกแซมพืชอื่นๆ รายละ 12 ไร่ มีเกษตรกรที่ยังยึดเป็นอาชีพหลักเพียง 3-4 ราย สวนทางความต้องการที่สูงถึงปีละ 300 ตัน
เหตุที่เกษตรกรเลิกปลูกกล้วยไข่เพราะไม่มีลานรับซื้อกลางทำให้ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง รวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

ปี พ.ศ.2556 ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร นำโดย ผศ.ดร.วิษณุ บัวเทศ จึงเข้าไปทำงานร่วมกับเกษตรกร ผู้ปลูกกล้วยไข่ 20 ราย เพื่อปรับวิถีปลูก เพิ่มคุณภาพ ลดต้นทุนแต่เพิ่มมูลค่า ทำให้กล้วยไข่ที่ผลิตได้มีน้ำหนักเพิ่มจาก เครือละ 4-5 กิโลกรัม เป็น 7.5 กิโลกรัม ผลผลิตเพิ่มจาก 1.5 ตันต่อไร่ เป็น 2.3 ตันต่อไร่
ทีมวิจัยยังจำแนกสายพันธุ์กล้วยไข่กำแพงเพชรแท้ออกจากกล้วยไข่สายพันธุ์อื่นๆ จาก จ.ตาก จ.นครสวรรค์ เข้ามาวางขายในกำแพงเพชร โดยกล้วยไข่กำแพงเพชรจะมีอัตลักษณ์เฉพาะ หวานจัด กลิ่นหอมชัด เนื้อสัมผัสหนึบ ไม่เปรี้ยว มีจุดกระสีดำบนผิวเมื่อสุกงอมเรียกว่า Sugar Spot หรือความหวานทะลุเปลือก แต่มีจุดอ่อนคือเปลือกบางและสุกไว
มีการเสนอข้อมูลและข้อเสนอแนะกับผู้ว่าฯ กำแพงเพชร จนเกิดเป็น “แผนพัฒนากล้วยไข่จังหวัดกำแพงเพชร (ปี พ.ศ.2566-2570)” ซึ่งเป็นแผนพัฒนาระยะยาว 5 ปี ฉบับแรกของจังหวัด
ขณะเดียวกัน มีการรวมตัวกันของเกษตรกร 20 ราย จัดตั้ง “ล้งตีนเต่า” จุดรับซื้อที่ประกันราคาเมื่อปี 2568 และต่อยอดสู่จัดตั้งศูนย์รวบรวมและคัดเกรดผลผลิต และการสร้างโรงคัดแยกและบรรจุผักหรือผลไม้สดที่ พร้อมกับการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานจากกล้วยไข่ GI ไปสู่ GAP

และมีการจัดตั้ง “ธนาคารหน่อแท้” รับซื้อหน่อพันธุ์แท้จากสมาชิก เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์กล้วยไข่กำแพงเพชรแท้ พร้อมดึงพลังคนรุ่นใหม่อย่างกลุ่ม Smart Farmer มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรรุ่นเก่าที่มีภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้าน และผลิตกล้วยไข่อินทรีย์ส่งให้เครือข่ายโรงแรม 9 แห่ง ในกรุงเทพฯ กิโลกรัมละ 90 บาท
ขณะที่ผลผลิตเกรดรองได้รับการประสานงานจากพาณิชย์จังหวัด หอการค้า และกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ นำไปแปรรูปเป็นเบเกอรี่และกล้วยทอดสุญญากาศส่งขายต่างจังหวัด และล้งตีนเต่ายังรับซื้อต้นกล้วยเหลือทิ้งกิโลกรัมละ 50 สตางค์ นำมาหมักทำปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีของกลุ่ม จากปีละ 1,000,000 บาท เหลือเพียง 200,000 บาท

นายนพพล เทพประถม เกษตรกรผู้บุกเบิกงานอนุรักษ์ กล้วยไข่กำแพงเพชร และก่อตั้ง “วิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร” กล่าวว่า งานวิจัยช่วยสร้างระบบการผลิตให้มีมาตรฐานของผลผลิตให้เท่าเทียมกันทุกแปลง มีรอบการให้น้ำ ให้ปุ๋ย แก่เกษตรกรทั้ง 20 ราย ปฏิบัติอย่างชัดเจน
ผลลัพธ์คือผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น สินค้ามีคุณภาพสม่ำเสมอ และการทำตลาดง่ายขึ้น นำไปสู่การจับคู่ธุรกิจกับห้างค้าปลีกระดับประเทศหลายแห่ง จากเดิมที่เคยส่งผลผลิตได้เพียง 30-40 ตัน ก็เพิ่มเป็นปีละ 60-80 ตันภายในระยะเวลา 2 ปี
“เรายังร่วมกับกลุ่มแม่บ้านแปรรูปกล้วยไข่ ทำให้ “กล้วยไข่หวีตีนเต่า” หวีล่างสุดของเครือที่ผลไม่เท่ากันและไม่นิยมนำมาวางขาย มีรสชาติเข้มข้น หวานอร่อยที่สุด เป็นที่รู้จัก ด้วยการนำไปทำแกงมัสมั่นกล้วยไข่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งยังเกิดแนวคิดพัฒนา “กล้วยไข่ในน้ำเชื่อม” ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา หากสำเร็จก็จะเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้กับกล้วยไข่ได้อีกทาง” นายนพพลกล่าว
อาจารย์สุธิดา ทับทิมศรี จากสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มรภ.กำแพงเพชร แม่สอด หนึ่งในทีมวิจัย เสริมว่า หนึ่งในกระบวนการวิจัยคือเปลี่ยนวิธีคิดของเกษตรกรจากการปลูกกล้วยไข่เพราะปลูกง่ายและมีนายทุนมาออกค่าใช้จ่ายให้ก่อน ซึ่งเป็นการสะสมหนี้สินโดยไม่รู้ตัว มาเป็นการปลูกกล้วยไข่ที่ปลดภาระหนี้สินได้ ผ่านการทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีธุรกิจ ที่สามารถสร้างกำไรเพิ่มขึ้นจากไร่ละ 2,000 กว่าบาท เป็น 17,500 บาทได้จริง

หน้าที่ของงานวิชาการคือการเข้าไปค้ำจุนให้ฐานความสุขของชาวบ้านมั่นคงและอยู่รอดได้ ปัจจุบันยังคงเดินหน้าเก็บข้อมูลสถิติของคู่ค้าทั้งต้นน้ำและปลายน้ำต่อเนื่องอีก 1-2 ปี โดยมีภาพฝันที่จะเห็นชุมชนปลูกกล้วยไข่เติบโตอย่างมั่งคั่ง เกษตรกรมี รายได้ดูแลครอบครัวอย่างน้อย 30,000 บาทต่อเดือน ปลดภาระหนี้สิน ลูกหลานไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานไปเผชิญการเลิกจ้างในภาคอุตสาหกรรม
ด้าน นายธนวรรธน์ พัชรศักดิ์สกล ประธาน Smart Farmer กำแพงเพชร เครือข่าย Young Smart Farmer ตัวแทนของคน รุ่นใหม่ในพื้นที่ กล่าวว่า กล้วยไข่เป็นสินค้าเกษตรมีอายุจำกัด การทำเกษตรยุคใหม่จึงต้องหาตลาดให้เจอก่อนลงมือปลูก เพื่อคำนวณวันเก็บเกี่ยวและวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ ซึ่งการปลูกกล้วยไข่อินทรีย์ที่มีตลาดรองรับที่แน่นอนคืออนาคตของกล้วยไข่กำแพงเพชร
“ปัจจุบันคนที่ปลูกกล้วยไข่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุทั้งนั้น องค์ความรู้เหล่านั้นอาจหายไปพร้อมกับเขา ถ้าเราไม่รีบสืบสานไว้ แต่จะสืบสานได้ก็ต้องสร้างมูลค่าทางการตลาด และถ้าเราสร้างมูลค่าได้ คุณค่าก็จะตามมา หรือถ้ารักษาคุณค่าได้มูลค่าก็ตามมาเช่นกัน ก็ต้องทำให้คนรุ่นใหม่กลับมาเห็นคุณค่าก่อน” นายธนวรรธน์กล่าว
ผศ.ดร.วิษณุ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยกล่าวทิ้งท้ายว่า จากมูลค่าของกล้วยไข่ในพื้นที่ปลูก 513 ไร่ เมื่อปี 2566 ขายสดอยู่ที่ 11 ล้านบาท (ขายกิโลกรัมละ 10 บาท) การยกระดับสู่มาตรฐาน GAP ทำให้มูลค่าเพิ่มเป็น 18 ล้านบาท และการทำเกษตรอินทรีย์จะเพิ่มมูลค่าของกล้วยไข่ใน 513 ไร่ ให้เป็นมูลค่า 53 ล้านบาท
หากขยายพื้นที่ปลูกได้ 3,000 ไร่ตามเป้าหมายของจังหวัด มูลค่ารวมอาจเป็น 350-500 ล้านบาทต่อปีได้ โดยเฉพาะหากเจาะตลาดญี่ปุ่นซึ่งมีความต้องการกล้วยไข่ปีละ 8,000 ตัน ได้ 20 เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีเงินเข้าคืนสู่จังหวัดได้มากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวในกรอบวิจัย “การพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ (Local Enterprises) บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่”
สนับสนุนโดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่ม ความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.)
เทคโนโลยีชาวบ้าน
https://www.facebook.com/technologychaoban/