“กระบือ” เป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจเฉพาะใน จ.พะเยา ความต้องการบริโภคเนื้อกระบือ สร้างมูลค่าหมุนเวียนราว 20 ล้านบาทต่อปี ภาพรวมเครือข่ายภาคเหนือตอนบน ทั้งพะเยา เชียงราย และแพร่ ตลาดกระบือมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 300 ล้านบาทต่อปี
ทว่าเบื้องหลังตัวเลขเศรษฐกิจนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ทั้งข้อจำกัดในการจัดการฟาร์ม การดูแลสุขภาพสัตว์ และการเลือกสายพันธุ์ ทำให้ผลผลิตไม่ได้มาตรฐาน ซ้ำถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

ปี 2567 โครงการ “การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างกลไกการจัดการห่วงโซ่คุณค่าใหม่สำหรับกระบือคุณภาพร่วมกับเกษตรกรใน จ.พะเยา เชียงราย แพร่” โดยมหาวิทยาลัยพะเยา ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ หน่วยงานสังกัด สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)
เข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยกลไก “UP SIE” เพื่อยกระดับการผลิตกระบือคุณภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่าใหม่ (New Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพกระบือ การสร้างรายได้ให้เกษตรกร และการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.พยุงศักดิ์ อินต๊ะวิชา คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ ม.พะเยา ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย สะท้อนสถานการณ์การเลี้ยงกระบือในอดีตว่า เกษตรกรต้องเผชิญอุปสรรคสำคัญตั้งแต่กระบวนการผลิต โดยเฉพาะการเข้าถึงน้ำเชื้อพันธุ์ดีที่มีราคาสูง และต้องหาจากนอกพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อพันธุกรรมกระบือพื้นเมืองที่เติบโตช้าและตัวเล็ก
ม.พะเยาจึงเข้ามาสนับสนุนด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์ผลิตและกระจายน้ำเชื้อ” ในจ.พะเยา เชียงราย และแพร่ นำเข้าน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ดีจากเครือข่ายนอกพื้นที่มาสต๊อกไว้ พร้อมบริการผสมเทียมที่เกษตรกรเข้าถึงได้ในราคาย่อมเยาและสะดวกขึ้น
นายมี วงศ์สะอาด เจ้าของเพชรเชียงคำฟาร์ม 2 เกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือรายย่อยใน อ.เชียงคำ จ.พะเยา กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีผสมเทียมและน้ำเชื้อคุณภาพดีเข้ามาช่วยให้ได้ลูกกระบือโครงสร้างใหญ่ แข็งแรง เนื้อแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้พ่อพันธุ์พื้นบ้านในอดีตที่ใช้เวลาขุนนานถึง 3 ปี ได้ราคาประมาณ 15,000 บาท/ตัว ปัจจุบันจำหน่ายได้ราคาสูงขึ้นตามน้ำหนักและคุณภาพเนื้อ เคยขายกระบือตัวหนึ่งได้ราคาสูงถึง 30,000 บาท
เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น โจทย์ถัดมาคือการตลาดและการส่งออก ในอดีตพื้นที่ จ.พะเยา ยังไม่มีสถานกักกันสัตว์หรือ “คอกกลางมาตรฐาน” โครงการวิจัยจึงร่วมมือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จัดตั้งคอกกลางมาตรฐาน GFM และมาตรฐาน GAP เพื่อรวบรวมและควบคุมคุณภาพสุขภาพของกระบือ
มีโปรแกรมบำรุงรักษากระบือ ทั้งการฉีดวัคซีน การถ่ายพยาธิ การตรวจสอบโรค และการตรวจสอบสารเร่งเนื้อแดง เพื่อให้คุณภาพกระบือเป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการส่งออกนอกพื้นที่ รวมถึงต่างประเทศ
โดยมีการลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศและทำ MOU ร่วมกันระหว่างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน SIE ในประเทศลาว เพื่อส่งออกกระบือไปยังตลาดประเทศจีน

นายประสงค์ กองมะลิ เจ้าของเพชรเชียงคำฟาร์ม คอกกลางมาตรฐาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ระบุ คอกกลางมาตรฐานในพื้นที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทาง ค่ากักสัตว์ และช่วยแก้ปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางส่งออกโคกระบือไปยังตลาดต่างประเทศได้สะดวกและได้ราคาเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

สอดคล้องกับตลาดนัดโค-กระบือ ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ซึ่งดำเนินการโดย นายสุพรรณ หอมนาน ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันเสาร์ ตั้งแต่ช่วงเช้ามืด 04.00 น. ปริมาณการซื้อขายโค-กระบือราว 150-250 ตัวต่อรอบ
โครงการวิจัยเข้ามายกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยภายในตลาด จัดตั้ง “ศูนย์บริการ SIE ขาเข้า” บริการฉีดยาถ่ายพยาธิและยาบำรุงแก่โคกระบือก่อนออกขาย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสัตว์ทุกตัวที่ซื้อไปเลี้ยงหรือนำไปเชือดปลอดภัย ปลอดโรค
ขณะเดียวกัน ยังเกิดธุรกิจบริการขนส่งและซื้อขายสัตว์โดยคนในชุมชน หรือกลุ่มพ่อค้าที่เรียกว่า “นายฮ้อย” ทำหน้าที่ตระเวนรับซื้อโค-กระบือจากฟาร์มนำไปขายต่อตามตลาดนัด โรงเชือด หรือส่งต่อให้ผู้ซื้อรายอื่น พร้อมให้บริการรับจ้างขนย้ายด้วยรถเฉพาะทางที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งเป็นเครือข่ายประสานงานและจัดหาสเป๊กโค-กระบือ เพื่อให้การจับคู่ซื้อขายเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ในส่วนปลายน้ำ โครงการวิจัยเปลี่ยนภาพจำจากเขียงเนื้อดั้งเดิมที่เสี่ยงต่อสุขอนามัย ไปสู่ร้านจำหน่ายเนื้อตัดแต่งพร้อมปรุงที่สะอาด ทันสมัย ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการท้องถิ่นหรือเขียงชุมชน เช่น นายสุขพัฒน์ สุนันต๊ะ เจ้าของร้านคนขายเนื้อ อ.เชียงคำ จ.พะเยา ที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายภายใต้ธุรกิจ UP BUFF
นายสุขพัฒน์ กล่าวว่า วัฒนธรรมการบริโภคเนื้อกระบือของคนภาคเหนือนิยมรับประทานแบบสดหรือเมนูลาบดิบ ความสะอาดและปลอดภัยจึงเป็นหัวใจสำคัญ เนื้อกระบือจากเครือข่ายโครงการวิจัย ผ่านการดูแลสุขภาพและโปรแกรมถ่ายพยาธิอย่างเข้มงวด ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าไร้พยาธิและปลอดภัยผ่านการการันตีแบรนด์ “UP Buff” ร่วมกับมาตรฐาน “ปศุสัตว์ OK” จากกรมปศุสัตว์

นอกจากนี้ องค์ความรู้การแปรรูปเนื้อกระบือคุณภาพและอุปกรณ์ เช่น ตู้แช่ เครื่องสไลด์ และเครื่องซีลสุญญากาศ ที่ได้รับจากโครงการวิจัย ทำให้เกิดไอเดียนำเนื้อส่วนต่างๆ มาตัดแต่งและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมปรุง เช่น เนื้อสเต๊กที่นำมาหั่นและห่อแพ็กเกจจิ้งอย่างดี ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าจากกิโลกรัมละ 200 บาท เป็น 250 บาท เก็บรักษาได้ดีขึ้น ลดปัญหาการขายตัดราคาเมื่อขายไม่หมด และตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนเมือง

รศ.ดร.พยุงศักดิ์ กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการวิจัย ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การให้ทุนหรือองค์ความรู้เฉพาะหน้า แต่ให้ความสำคัญกับการสร้าง “คน” ผ่านการจัดทำหลักสูตรอบรม ทั้งหลักสูตรสำหรับเกษตรกรมือใหม่ (New Skill) และหลักสูตรพัฒนาทักษะขั้นสูง (Up-skill) สำหรับผู้ประกอบการเขียงชุมชน การผสมเทียมเบื้องต้น และการแปรรูปเนื้อสัตว์
ยังจัดฝึกอบรมให้นวัตกรชุมชนทำหน้าที่เป็นแกนนำถ่ายทอดองค์ความรู้และดูแลเกษตรกรในพื้นที่แทนมหาวิทยาลัย เพื่อให้เครือข่ายบริหารจัดการกันเองได้ เช่น การจัดตั้งกองทุนยาและเวชภัณฑ์ประจำหมู่บ้าน การบริหารคอกกลางมาตรฐาน การส่งออกต่างประเทศ
ความภาคภูมิใจสูงสุดของโครงการวิจัย คือการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยของอาหาร ควบคู่การยกระดับรายได้ สร้างงานแก่เกษตรกร ผ่านการนำองค์ความรู้จาก ม.บูรพามาบูรณาการเข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิม จนเป็นอาชีพที่มั่นคง
เรื่อง/ภาพ : เทคโนโลยีชาวบ้าน
https://www.khaosod.co.th/technologychaoban