เมื่อสวนปาล์มน้ำมันอายุกว่า 30 ปี มาถึงวันต้องรื้อปลูกใหม่ คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจะปลูกปาล์มต่อหรือยางพารา แต่มีพืชอะไรที่เหมาะกับพื้นที่และสร้างมูลค่าได้มากกว่าหรือไม่? คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองปลูกพริกไทยใน จ.ตรัง และพัฒนาสู่การทำสวนพริกไทยดำ GI
ทราย- กันต์หทัย จิตรไมตรีเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบล็คโกลด์ เทรชเชอร์ จำกัด เล่าว่า หลังรื้อสวนปาล์ม พื้นที่ถูกพักและฟื้นฟูอยู่ 3 ปี ช่วงหนึ่งปลูกปอเทืองเพื่อปรับปรุงคุณภาพดิน ก่อนที่ปี 2562 จะได้รับคำแนะนำจากเพื่อนบ้านให้ลองปลูกพริกไทย พริกไทยที่เหมาะกับดินใน จ.ตรัง และเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นคือ “พริกไทยทุ่งยาว” หรือ “พริกไทยปะเหลียน”

ช่วงทดลองปลูกประมาณ 1,000 ต้น ช่วงแรกยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับพริกไทยมากนัก กระทั่งตนเองเรียนจบด้าน Digital Marketing ที่อังกฤษ และกลับไทยช่วงปลายปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นการแพร่ระบาด โควิด-19 สภาพที่เห็นคือ พริกไทยที่ปลูกไว้ ต้นมีสีเหลือง ดูอ่อนแอ
จึงลงมือศึกษาอย่างจริงจัง เริ่มค้นหาคำตอบตั้งแต่เรื่องพื้นฐานของพริกไทย ไปจนถึงประวัติศาสตร์ของพริกไทยตรัง ยิ่งศึกษา เรื่องก็ยิ่งน่าสนใจ เพราะพริกไทยตรังไม่ได้เป็นเพียงพืชที่เกษตรกรในพื้นที่นำมาปลูกเป็นรายได้ แต่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสินค้าเศรษฐกิจสำคัญของเมืองตรัง

การค้นคว้าเอกสารในหอจดหมายเหตุจังหวัดตรัง พริกไทยเชื่อมโยงกับการค้าของเมืองมาตั้งแต่ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องเข้าสู่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้มุมมองที่มีต่อพริกไทยของคุณทรายเปลี่ยนไป จากเดิมที่เห็นเป็นเพียงพืชทางเลือก กลายเป็นพืชท้องถิ่นที่มีเรื่องราวและศักยภาพของตัวเอง จาก 1,000 ต้นแรก ค่อยๆ ขยายจนมาถึงรวม 20 ไร่ในปัจจุบัน
การปลูกพริกไทยให้ได้คุณภาพ น้ำเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ต้องจัดการให้ดี โดยเฉพาะภาคใต้ที่ฝนตกชุก ดินบางพื้นที่มีลักษณะเป็นดินเหนียว หากน้ำระบายไม่ทันรากพริกไทยจะขาดออกซิเจน เน่าอย่างรวดเร็ว

พริกไทยจึงเป็นพืชที่ดูเหมือนปลูกง่าย แต่หากทำในเชิงพาณิชย์ การออกแบบแปลงเป็นเรื่องสำคัญตั้งแต่ต้น คุณทรายจึงปรับจากการปลูกตามสภาพพื้นที่เดิมมาเป็นการยกร่อง เพื่อให้น้ำระบายออกจากพื้นที่ได้เร็วที่สุด โดยเฉพาะหลังฝนตกต่อเนื่อง
เสาให้พริกไทยเลื้อย ก็เปลี่ยนจากเดิมไม้เนื้อแข็งหรือไม้เคี่ยมมาเป็นเสาปูนซีเมนต์ เนื่องจากไม้ราคาแพง หาได้ยากขึ้น อีกทั้งเสาปูนทนทาน ใช้งานได้นาน โดยเลือกความสูง 2.5-3 เมตร ขนาดที่เหมาะกับการดูแลและเก็บเกี่ยวในพื้นที่
การให้น้ำก็เช่นกัน จากเดิมใช้ระบบสปริงเกลอร์ ซึ่งให้น้ำครอบคลุมพื้นที่กว้างแต่สูญเสียน้ำค่อนข้างมาก ก็ปรับมาใช้ระบบให้น้ำที่ส่งตรงไปยังโคนต้นมากขึ้น

การป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช สวนไม่ได้พึ่งสารกำจัดวัชพืชแต่เลือกตัดหญ้าและใช้พืชท้องถิ่นหรือวัสดุจากธรรมชาติช่วย คลุมดิน ช่วยรักษาความชื้น ลดการเติบโตของวัชพืชและทำให้พื้นที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการดูแลต้นพริกไทยมากขึ้น
ส่วนการนำกิ่งพันธุ์มาใช้มีการทดลองหลายรูปแบบ ทั้งการใช้กิ่งพันธุ์จากส่วนปลาย ส่วนของลำต้น และการขยายพันธุ์จาก ต้นเดิม เพราะเป้าหมายสำคัญไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนต้น แต่ต้องการรักษาลักษณะของพริกไทยที่เหมาะกับพื้นที่ตรังเอาไว้
เมื่อเข้าสู่การบำรุงต้นจะให้ความสำคัญกับการฟื้นโครงสร้างดินและสร้างความแข็งแรงให้ต้นก่อน โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับจุลินทรีย์อย่างไตรโคเดอร์มา เพื่อช่วยดูแลระบบดินและราก เมื่อพริกไทยเริ่มเข้าสู่ช่วงติดดอกและติดผล จึงปรับการบำรุงให้มีโพแทสเซียมสูงขึ้นช่วยพัฒนาผลผลิต

“จังหวะการใส่ปุ๋ยต้องสัมพันธ์กับช่วงเก็บเกี่ยว ก่อนเข้าสู่ช่วงเก็บผลผลิตจะหยุดการใส่ปุ๋ย เพื่อให้มีระยะเวลาสำหรับการสลายตัวของปุ๋ย ธรรมชาติของพริกไทยตรังมีข้อได้เปรียบอีกอย่างคือไม่ค่อยมีปัญหาแมลงศัตรูมากนัก ก็พบบ้าง เช่น เพลี้ยแป้งหรือเพลี้ยชนิดต่างๆ” คุณทรายกล่าว
พริกไทยทั่วไปจะเริ่มติดดอกประมาณ 18 เดือนหลังปลูก จากนั้นใช้เวลาอีกราว 5-6 เดือน เข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยว ผลผลิต ไม่ได้ออกมาพร้อมกันทั้งหมด แต่ทยอยออก จึงทยอยเก็บได้ตั้งแต่ช่วง ม.ค. ต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี ขึ้นอยู่กับการดูแลและสภาพอากาศ

หากต้นได้รับการบำรุงอย่างเหมาะสม การเก็บเกี่ยวสามารถยืดออกไปได้ประมาณมิ.ย. แต่หากต้นไม่ได้รับการดูแลเพียงพอผลผลิตอาจหมดเร็วกว่าเดิม การเก็บเกี่ยวจึงไม่ได้จบลงพร้อมรุ่นแรก เพราะหลังจากผลผลิตหมด ต้นจะเข้าสู่รอบการบำรุงใหม่ก่อนกลับมาติดดอกและให้ผลผลิตอีกครั้ง

“พริกไทยตรังอาจไม่ได้โดดเด่นเรื่องน้ำหนักต่อต้น เมื่อเทียบกับพริกไทยบางสายพันธุ์ ต้นที่โตเต็มที่ให้ผลผลิตสด 3-4 กิโลกรัม หรือเมื่อแปรรูปเป็นพริกไทยแห้งแล้วจะเหลือประมาณ 1 กิโลกรัมต่อต้น ขณะที่ต้นอายุน้อยอาจให้ผลผลิตเพียง 300-500 กรัมแห้งต่อต้น ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามอายุ”

พื้นที่ปลูก 20 ไร่ ผลผลิตที่ได้ช่วงล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 6.5 ตันของผลผลิตสด เมื่อผ่านกระบวนการแปรรูปน้ำหนักจะลดลงตามธรรมชาติ โดยผลผลิตสดประมาณ 3-4 กิโลกรัม จะเหลือ พริกไทยแห้งประมาณ 1 กิโลกรัม
คุณทรายกล่าวว่า ผลผลิตทั้งหมดของสวนจะแปรรูปเป็น ผลแห้งทั้งหมด พร้อมต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารเสริม หรือจะนำมาผสมกับขมิ้นชันเป็นอาหารเสริมสำหรับสุขภาพ ราคาจำหน่ายพริกไทยดำแห้งอยู่ที่กิโลฯ ละ 1,000 บาท พริกไทยแดง 2,200 บาท พริกไทยขาว 2,300 บาท โดยนำส่งผลิตภัณฑ์จำหน่ายหลายตลาด ตั้งแต่เชฟร้านอาหาร รวมถึงตลาดต่างประเทศ

“วันนี้ผลผลิตจากสวน ไม่ได้จบลงเพียงการเก็บเม็ดพริกไทยสด แต่ถูกนำมาแปรรูปเป็นพริกไทยแห้ง เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา เพิ่มความสะดวกในการจำหน่าย และเปิดโอกาสให้ พริกไทยตรังเดินทางไปสู่ตลาดที่หลากหลายมากขึ้น มีส่งออกและส่งให้กับคุณที่อยากนำไปทำแบรนด์เอง”
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณทราย บริษัท แบล็คโกลด์ เทรชเชอร์ จำกัด เลขที่ 118/5 ถ.วัดคลองน้ำเจ็ด ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง โทร. 09-565-5922 หรือ เพจ Faceboo : แบล็คโกลด์ พริกไทยตรัง-Black Gold Trang Pepper
เรื่อง/ภาพ : เทคโนโลยีชาวบ้าน
https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/