เทรนด์สุขภาพ เปลี่ยนจากป่วยแล้วรักษา สู่การดูแล-ป้องกันก่อนความเสื่อมมาเยือน
โลกกำลังเปลี่ยนวิธีดูแลสุขภาพ จากเดิมรอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา มาเป็นการดูแลตัวเองตั้งแต่ก่อนเกิดโรคหรือความเสื่อม แนวคิดนี้เป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมสุขภาพในปี 2026
จากการแพทย์แบบตั้งรับ หรือ Reactive Medicine (Medicine 2.0) ที่เน้นการวินิจฉัยและบรรเทาอาการหลังเกิดโรค แนวทางใหม่กำลังขยับไปสู่ Proactive & Preventive Precision Medicine (Medicine 3.0) หรือเวชศาสตร์ป้องกันและชะลอวัยเชิงรุก สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือการประเมินความเสี่ยง การตรวจวัดตัวชี้วัดทางชีวภาพ และการดูแลความเสื่อมในระดับเซลล์ตั้งแต่ก่อนมีอาการ
แนวคิดเรื่อง “อายุยืน” ก็เปลี่ยนไปด้วย จากเดิมที่มองว่าการมีชีวิตยืนยาว หรือ Lifespan คือเป้าหมายสำคัญ ไปสู่การให้ความสำคัญกับ Healthspan หรือช่วงเวลาที่คนยังมีสุขภาพดีและปราศจากโรคและความเสื่อมถอยเรื้อรัง
ข้อมูลจากการศึกษาเชิงระบาดวิทยาพบว่า ปัจจุบันมีช่องว่างระหว่าง Lifespan และ Healthspan ประมาณ 9-12 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนต้องเผชิญกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ภาวะสมองเสื่อม และความเสื่อมถอยทางสมรรถภาพอย่างหนัก การลดช่องว่างนี้จึงไม่ได้เกี่ยวกับการทำให้คนมีชีวิตยืนยาวขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของภาครัฐทั่วโลก
ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าด้านชีววิทยาของความชรา หรือ Geroscience ทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับความชรามากขึ้น โดยมองว่าความชราเกี่ยวข้องกับกลไกความเสื่อมระดับโมเลกุลที่สามารถตรวจวัดและเข้าควบคุมได้ รวมถึงการย้อนกระบวนการ หรือ Biological Age Reversal ผ่านเทคโนโลยีบูรณาการ
ข้อมูลจาก Mordor Intelligence บริษัทวิจัยตลาด (Market Research) และให้บริการข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจระดับโลก ระบุว่าเฉพาะตลาดเทคโนโลยีชีวภาพด้านการชะลอวัย และยารักษาภาวะเสื่อมถอย (Longevity Biotech & Core Therapies) มีมูลค่า 29.77 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และเพิ่มเป็น 31.63 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 ก่อนขยับขึ้นไปถึง 46.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2031 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 8.18%
ถ้ารวมเทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยเชิงป้องกัน สถาบันสุขภาพ และเวชศาสตร์ผสมผสานเพื่อการชะลอวัย (Complementary & Alternative Medicine for Anti-Aging & Longevity) ตลาดทั่วโลกมีมูลค่า 99.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และเพิ่มเป็น 122.23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 ตลาดนี้คาดว่าจะขยายตัวถึง 397.22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2033 ด้วยอัตรา CAGR 18.34%
ส่วนตลาดเทคโนโลยีและบริการสุขภาพเชิงป้องกันโดยรวม (Preventive Healthcare Technologies & Services) คาดว่าจะเติบโตจาก 382.70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เป็น 415.90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 และเพิ่มเป็น 790.60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2033
ตลาดนี้ยังขยายไปไกลกว่าธุรกิจสุขภาพ โดย Bank of America ประเมินว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ Longevity อาจสูงถึง 27 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่รายงานของ AARP ซึ่งเดิมย่อมาจาก American Association of Retired Persons (สมาคมผู้เกษียณอายุแห่งอเมริกา) และ Finnomena ระบุว่า ประชากรอายุ 50 ปีขึ้นไปทั่วโลก สร้างรายได้และขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจรวมกัน 45 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2020 คิดเป็น 34% ของ GDP โลก และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 118 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2050
สำหรับประเทศไทย เทรนด์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) แล้ว และกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ปัจจุบันคนไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วน 20.8% ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้งบประมาณด้านสวัสดิการรักษาพยาบาลของภาครัฐเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของ GDP
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS วิเคราะห์ว่า หากไทยลดจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ลงได้เพียง 5% ด้วยเวชศาสตร์ป้องกันและอาหารชะลอวัย จะช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ได้สูงถึง 1.41 แสนล้านบาทต่อปี ตัวเลขนี้คิดเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 4.4 เท่าของการลงทุนเชิงป้องกัน ทำให้การดูแลสุขภาพก่อนเกิดโรคเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งในภาครัฐและเอกชน
การเติบโตของตลาดสุขภาพเห็นได้จากมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพและเวลเนส (Wellness Economy) ของไทย ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) และหน่วยงานภาครัฐประเมินไว้ที่ 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.4-1.5 ล้านล้านบาท ส่วนตลาดบริการทางการแพทย์และสุขภาพของไทยมีมูลค่า 1.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2.66 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 ด้วย CAGR 5%
เมื่อเจาะลงมาที่ตลาด Longevity ธุรกิจที่เกี่ยวข้องมีตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามิน อาหารชะลอวัย ไปจนถึงหัตถการความงาม และการฟื้นฟูสภาวะเสื่อมระดับเซลล์
ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินชะลอวัย ซึ่ง Krungthai COMPASS และ Mordor Intelligence คาดการณ์ไว้ จะเติบโตถึง 4.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.68 แสนล้านบาทในปี 2027 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 9.2% ต่อปี โดยผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการสูงสุดคือวิตามินเฉพาะบุคคลและสมุนไพรสกัด
ด้านตลาดอาหารชะลอวัย (Longevity Food) ในไทย ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตด้วย CAGR 6.7% ต่อปี จนแตะ 3.2 หมื่นล้านบาทในปี 2035
ขณะที่ตลาดหัตถการความงามและการฟื้นฟูสภาวะเสื่อมระดับเซลล์ (Aesthetics & Cell-based Anti-Aging) คาดว่าจะเติบโตแตะ 7.2 พันล้านบาทในปี 2030
ตลาดที่โตขึ้นมาพร้อมกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป สะท้อนผ่านข้อมูลสำรวจจาก PwC ประเทศไทย และวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) พบว่า คนไทยมากกว่า 80% เคยซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เป้าหมายด้านสุขภาพที่คนไทยให้ความสำคัญ มีทั้งการมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดี อยู่ที่ 49% เท่ากับเป้าหมายการลดความเครียดและส่งเสริมสุขภาพจิตที่ 49% ส่วน 45% ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสิทธิภาพของสมองและระบบประสาท
เมื่อแยกตามช่วงวัย กลุ่ม Gen Y (Millennials) ใช้จ่ายกับวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชะลอวัยเฉลี่ยสูงสุด 4,608 บาทต่อเดือน เพราะต้องการป้องกันความเสื่อมและชะลอวัยตั้งแต่เนิ่นๆ ส่วน Gen X ให้ความสำคัญกับการรับบริการภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การตรวจระดับฮอร์โมน และการเข้ารับบริการในคลินิกชะลอวัย
อีกเรื่องที่สะท้อนความต้องการของตลาดคือ คนไทยยอมจ่ายแพงขึ้นเฉลี่ย 20% สำหรับสินค้าสุขภาพที่มีการวิจัยทางคลินิกรองรับอย่างถูกต้อง หรือ Clinical Validation
เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น 3 แบรนด์สุขภาพจึงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมรับเทรนด์ Longevity ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลสุขภาพสมอง การดูแลผิว ไปจนถึงการส่งเสริมสุขภาพผ่านองค์ความรู้ด้านไมโครไบโอม

ดร.ตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์ บมจ.อินเตอร์-ฟาร์มา, คาโรลีน ลิงค์ ประธานร่วม บี.กริม ฟาร์มา (ประเทศไทย), ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ซีอีโอ บมจ.APCO
หนึ่งในบริษัทที่เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามแนวโน้มดังกล่าวคือ บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ APCO ซึ่งรุกตลาด Brain Health ด้วยผลิตภัณฑ์ BIM AD โดยพัฒนาภายใต้องค์ความรู้ด้านภูมิคุ้มกันบำบัดจากสารสกัดมังคุด มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริโภควัย 40 ปีขึ้นไปที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพในระยะยาว
BIM AD พัฒนาภายใต้แนวคิดการกระตุ้นสเต็มเซลล์ผ่านการรับประทาน เพื่อสนับสนุนกระบวนการสร้างและซ่อมแซมของร่างกายในระดับเซลล์ รวมถึงต่อยอดไปสู่การดูแลสุขภาพสมองและความเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ โดยผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยสารสกัดจากมังคุด งาดำ ถั่วเหลือง ฝรั่ง และบัวบก ซึ่งบริษัทนำมาผสมผสานภายใต้แนวคิดการเสริมฤทธิ์ของสารสกัดทั้ง 5 ชนิด
มุ่งดูแลสุขภาพ 4 ด้าน ได้แก่ การดูแลสมองและความเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับอัลไซเมอร์ การสนับสนุนกระบวนการซ่อมแซมร่างกายผ่านสเต็มเซลล์ การปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน และการดูแลกลไกความเสื่อมระดับเซลล์

ขณะที่ บี.กริม ฟาร์มา ขยายธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพ รับกระแส Longevity เน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันผ่านยา ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่อ้างอิงงานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ รุกตลาด Anti-Aging ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 6% ต่อปี โดยตั้งเป้าครองส่วนแบ่งตลาด 3.5% ภายใน 3 ปี และปรับแนวทางสู่ Skin Longevity ที่เน้นดูแลความแข็งแรงของผิวและสมดุลจุลินทรีย์บนผิว
ธุรกิจ Consumer Health ของบี.กริม ฟาร์มา ประกอบด้วย 4 แบรนด์ ได้แก่ EXXE ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวตามแนวคิด Skin Longevity, Concept ผลิตภัณฑ์ดูแลฝ้าและจุดด่างดำ, Clearasoft ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผู้มีแนวโน้มเป็นสิวและผิวแพ้ง่าย และ Nutrimaster ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ด้าน Interpharma พัฒนานวัตกรรมสุขภาพเชิงป้องกัน สะท้อนผ่านงาน VELA Longevity Forum ครั้งที่ 1 หัวข้อ Microbiome-related Products for Empowering Healthspan นำเสนอแนวทางการดูแลสุขภาพตั้งแต่ก่อนเกิดโรค เพื่อให้คนมีสุขภาพแข็งแรงได้นานขึ้น ควบคู่กับการมีอายุยืนยาว
Interpharma พัฒนาโพรไบโอติกและซินไบโอติกภายใต้แนวคิด Total Synbiotic Formula
ครอบคลุมการดูแลสุขภาพลำไส้ ระบบภูมิคุ้มกัน สมองและอารมณ์ การควบคุมน้ำหนัก และผิวพรรณ พร้อมนำองค์ความรู้ด้านไมโครไบโอมมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางด้วยเทคโนโลยี Probiotic Filtrate เพื่อรองรับความต้องการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล
ทิศทางของ APCO บี.กริม ฟาร์มา และ Interpharma สะท้อนว่าตลาด Longevity มีแนวโน้มขยายตัวไปสู่การดูแลสุขภาพที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งสามบริษัทต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการดูแลสุขภาพในระยะยาว ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ที่ต้องการรักษาคุณภาพชีวิต ไม่ใช่เพียงการมีอายุยืนขึ้นเท่านั้น