เมื่อโลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ การลดก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ฟาร์มปศุสัตว์ก็ยังนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ โดยเฉพาะการลดก๊าซ ‘มีเทน’ จากกระบวนการ ย่อยอาหารของวัว นอกจากช่วยลดภาวะโลกร้อนยังอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มให้การ เลี้ยงสัตว์ได้ด้วย

คุณเอก-อัครพล ธนวัฒนาเจริญ CEO & Co-Founder ของ Locol Company มองเห็นโอกาสนี้จากประสบการณ์การทำงานที่ออสเตรเลียสู่ความตั้งใจที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดก๊าซมีเทนสำหรับปศุสัตว์ไทย โดยเลือกศึกษาและนำสารจากโกโก้มาต่อยอดเป็นอาหารเสริมให้วัว

ก๊าซมีเทนจากวัวส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการหมักอาหารในกระเพาะรูเมน ส่วนสำคัญของระบบย่อยอาหารในสัตว์เคี้ยวเอื้อง แม้กระบวนการนี้จะช่วยให้วัวใช้ประโยชน์จากหญ้า และอาหารที่มีเส้นใยได้ แต่ก็ทำให้เกิดก๊าซมีเทนที่ถูกระบาย ออกจากตัว ซึ่งมีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีผลต่อภาวะโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ

คุณเอกเล่าว่า แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดมีเทนมีหลายรูปแบบ แต่เมื่อนำมาพิจารณาในบริบทของไทยไม่เพียงประสิทธิภาพในการลดก๊าซเท่านั้น ยังต้องพิจารณาถึงต้นทุน ปริมาณวัตถุดิบ และความสะดวกในการนำไปใช้จริง

เมื่อต้องลดก๊าซมีเทน 1.ต้องใช้วัตถุดิบที่เหมาะกับภูมิภาคในราคาเข้าถึงได้ 2.ต้องมีปริมาณมากพอที่จะตอบสนองความต้องการของวัวในประเทศ และ 3.ต้องไม่เป็นภาระเกษตรกรมากเกินไป ในเรื่องการทำราคา และต้องเป็นประโยชน์กับเกษตรกรในการ ใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อให้วัวโตขึ้น แก้ปัญหาให้วัวได้

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Locol Company เริ่มต้นจากการออกแบบอาหารเสริมในรูปแบบก้อนเลีย มุ่งให้เหมาะกับแม่พันธุ์และเกษตรกรรายย่อยที่นำไปใช้ในฟาร์ม ก้อนเลียมีจุดเด่นที่วางให้วัวเข้าเลียกินได้ตามรูปแบบการใช้งาน

แต่พบข้อจำกัดด้านกระบวนการผลิต เมื่อเติมส่วนผสมจากโกโก้ผลึกของส่วนผสมยึดเกาะกันไม่ดีพอ ส่งผลต่อความแข็งตัวของก้อนเลีย ทีมปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์มาเป็นชนิดผง หรือ PRE-MIX เพื่อนำไปผสมกับอาหารสัตว์ แต่เกษตรกรรายย่อยบางส่วนต้องการรูปแบบที่ใช้งานสะดวก จึงวิจัยก้อนเลียอีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการเกาะตัว ให้ตัวโกโก้ผสานเข้ากับตัวแร่ธาตุได้มากขึ้น

ให้ความสำคัญกับสารประกอบในกลุ่มโพลีฟีนอลส์ (Polyphenols) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในพืชหลายชนิด และมีงานศึกษากระบวนการหมักในระบบทางเดินอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง สารประกอบเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่บริษัทนำมาพัฒนาสูตรอาหารเสริม เพื่อปรับกระบวนการในกระเพาะรูเมนและลดการเกิดก๊าซมีเทน และเสริมแร่ธาตุอื่นๆ ในผลิตภัณฑ์ด้วย

“ผลผลิตแบบก้อนเลียเทียบกับแบบผง แบบผงจะวัดผลต่อวันได้มากกว่าว่าแต่ละวันวัวกินไปเท่าไร ซึ่งในมุมการเคลมคาร์บอนเครดิตบริษัททำอยู่แล้ว มีการเซ็นสัญญากับทางฝั่งของสิงคโปร์ เราจะขายคาร์บอนเครดิตจากปศุสัตว์วัว เป็นเจ้าแรกในอาเซียนที่ขายข้ามไปที่สิงคโปร์ได้” คุณเอกกล่าว

ทั้งนี้ การลดก๊าซมีเทนเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของวัว เนื่องจากพลังงานส่วนหนึ่งจากอาหารที่สัตว์กินเข้าไปสูญเสียไปในรูปของมีเทน หากลดการสูญเสียนี้ได้โดยไม่กระทบต่อกระบวนการย่อยอาหารก็มีโอกาสที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สารอาหารได้ โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับคุณภาพอาหาร การจัดการฟาร์ม และผลการทดลองในสัตว์

คุณเอกให้ข้อมูลว่า บริษัทนำผลิตภัณฑ์ไปใช้กับวัวนมและ วัวเนื้อ โดยปรับปริมาณการใช้ให้เหมาะกับรูปแบบการเลี้ยงแต่ละประเภท สำหรับวัวนมใช้อาหารเสริมประมาณ 100 กรัม/ตัว/วัน และประเมินผลหลังใช้งานประมาณ 1 เดือน

“อาหารเสริมจากโกโก้อย่างวัวนมที่ฟาร์มให้กินประมาณ 100 กรัมต่อตัวต่อวัน เมื่อใช้ไปประมาณ 1 เดือนในวัวนมจะเห็นผลชัด เราไม่ได้วัดแค่การลดมีเทนได้ 40-45% ยังช่วยให้วัวนมมีน้ำนม มากขึ้น 11% มีไขมันนมเพิ่มขึ้น 8% และอีกหลายอย่างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีงานวิจัยรองรับ”

ส่วนวัวเนื้อ การใช้ผลิตภัณฑ์จะอิงตามสัดส่วนของอาหารข้น โดยใช้ประมาณ 0.9-1.2% ของอาหารข้น หรือราว 30-70 กรัม/ ตัว/วัน ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากปริมาณอาหารที่สัตว์ได้รับ และคำแนะนำของผลิตภัณฑ์

งานวิจัยของบริษัทพบว่าวัวเนื้อที่ได้รับอาหารเสริมมีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 70% เทียบกับวัวที่มีลักษณะใกล้เคียงกันซึ่งไม่ได้รับอาหารเสริมดังกล่าว แต่ย้ำว่าคุณภาพของอาหารพื้นฐาน ยังถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลิตโคขุนให้ได้มาตรฐาน

ทั้งนี้ เมื่อการลดมีเทนเชื่อมโยงการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ การเก็บข้อมูลในฟาร์มจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการกล่าวอ้างว่าลดก๊าซเรือนกระจกได้ต้องมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการให้อาหาร ปริมาณที่สัตว์กิน ผลผลิตที่ได้รับ และค่าการปล่อยก๊าซที่วัดได้

การทำฟาร์มในยุคที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่เพียงการปรับสูตรอาหาร หรือเปลี่ยนวัตถุดิบเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาระบบข้อมูลให้ติดตามผลได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ซึ่งการพัฒนาคาร์บอนเครดิตจากการลดมีเทนในปศุสัตว์ยังต้องมีการกำหนดค่า ฐานการปล่อยก๊าซ วิธีคำนวณปริมาณที่ลดได้ ระบบติดตามและรายงานผล ตลอดจนการตรวจสอบตามระเบียบวิธีที่ได้รับการยอมรับ

คุณเอกยกตัวอย่างให้เห็นภาพถึงการลดมีเทนระดับฟาร์ม และการขยายผลสู่ระบบการเลี้ยงที่มีจำนวนสัตว์มากขึ้น

“นึกภาพง่ายๆ วัว 1 ตัว ปล่อยก๊าซมีเทน 4 ตันต่อตัวต่อปี เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 100 ต้น เพื่อลดมีเทนของวัว 1 ตัว ถ้าเราลดก๊าซมีเทนไปได้ถึง 45% เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่ 45 ต้น ใน 1 ปี เท่ากับว่าถ้าผมมีวัวอยู่ในระบบ 10,000 ตัว ก็เท่ากับเหมือนปลูกต้นไม้ไป 450,000 ต้น”

สำหรับเกษตรกร การเริ่มต้นสู่การเลี้ยงสัตว์ที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนขนาดใหญ่ แต่เริ่มได้จากการจัดการอาหารให้เหมาะสม บันทึกข้อมูลการกินอาหารและผลผลิต ตรวจสอบต้นทุนต่อหน่วยผลผลิต และติดตามสุขภาพสัตว์อย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีข้อมูลพื้นฐานที่ชัดเจนจึงค่อยพิจารณานวัตกรรม หรืออาหารเสริมที่มีหลักฐานรองรับและเหมาะกับระบบการเลี้ยงของตนเอง

คุณเอกย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นทิศทางที่ภาคธุรกิจหลีกเลี่ยงได้ยาก และการสร้างความยั่งยืนควรเป็น กระบวนการที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่การผลักภาระให้เกษตรกรเป็นผู้รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว

ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ โทร. 06-5514-2602, 06-5514-2603 หรือเพจ Facebook: LOCOL Company

เรื่อง/ภาพ : เทคโนโลยีชาวบ้าน

https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน