“ชวพงศ์ ชำนิประศาสน์”
จากการจัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ ในปี พ.ศ. 2484 พัฒนามาเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ในปีพ.ศ.2485 ที่สร้างขึ้นในสมัยที่ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สร้างขึ้นในบริเวณที่มีการสู้รบกันระหว่างฝ่ายคณะราษฎร และฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดช เพื่อเป็นอนุสรณ์ของ การเปลี่ยนการปกครองประเทศมาเป็นประชาธิปไตยและตั้งใจจะให้ชื่อว่า วัดประชาธิปไตย
วัดนี้จึงมิใช่สัญลักษณ์ของคำว่าวัดมหาธาตุที่คติและสัญลักษณ์ของศูนย์กลางอำนาจ ศูนย์กลางของชุมชนใหญ่อย่างวัดทั้งหลายในอดีต
เหตุที่ใช้ชื่อว่า วัดพระศรีมหาธาตุ ก็เนื่องจากขณะกำลังก่อสร้างนั้น พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งของประเทศไทย ได้เดินทางไปขอพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบ ณ มหาสถูป ธรรมราษิกะ (ความจริงต้องเรียกว่า มหาเจดีย์ธรรมราชิกะ) ที่อินเดียและได้รับมอบกิ่ง พระศรีมหาโพธิ์ 5 กิ่ง พร้อมดินจากสังเวชนียสถานจากที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน มาไว้ที่วัดนี้
โดยที่ผู้สร้างมิใช่พระมหากษัตริย์ เจดีย์ที่สถาปนาขึ้นจึงเป็นทรงระฆังคว่ำที่ออกแบบโดยพระพรหมพิจิตร สถาปนิกไทยที่เป็นที่เคารพนับถือในความรู้ความสามารถและเป็นครูอาจารย์ที่สอนวิชาสถาปัตยกรรมไทย
ด้วยความที่วัตถุประสงค์เดิมมิได้มีความประสงค์ที่จะให้เป็นวัดมหาธาตุ แต่จะให้เป็นที่ระลึกถึงความเป็นประชาธิปไตย ผังบริเวณและแบบแปลนของวัดจึงปรับเปลี่ยนที่จะไม่เป็นรูปแบบคติของวัดมหาธาตุเดิม พระมหาเจดีย์จะอยู่กึ่งกลางของผังบริเวณด้านหน้า ของพระวิหารหรืออุโบสถ แต่กลับตั้งอยู่ด้านหน้าของกลุ่มอาคาร
พระมหาเจดีย์นั้นมิใช่แกนของจักรวาลทัศน์ โดยมีจุดมุ่งหมายของแกนของการปกครองแบบประชาธิปไตย พระมหาเจดีย์ไม่มีบัลลังก์หรือหัมมิกะที่มีรูปเป็นฐานระหว่างองค์ระฆังกับปล้องไฉน อันเป็นเครื่องหมายเชื่อมกันระหว่างโลกกับสวรรค์ทั้ง 6
ปล้องไฉน 6 ชั้น ก็มิได้มีความหมาย ของสวรรค์ชั้นกามาพจรสุข หากแต่เป็นสัญลักษณ์ซ้อนที่หมายถึงหลัก 6 ประการ ของคณะราษฎร ที่จะทำให้ประชาชนได้รับความสุขความเจริญเท่าเทียมกัน
ตัวมหาเจดีย์นั้นเป็นเจดีย์ 2 ชั้น ที่ชั้นในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่ภายนอกบรรจุอัฐิของบุคคลในคณะราษฎรทั้งหมด 112 ท่าน ตัวพระอุโบสถอยู่หลังพระมหาเจดีย์ที่กลับนำสัญลักษณ์ของอนุทวีปมาใช้ ซึ่งน่าจะหมายถึงคติที่แสดงว่า “สังคมประชาธิปไตยนั้นเกี่ยวเนื่องต่อจากสังคมอดีต”
กรุงเทพมหานครยังไม่มีวัดมหาธาตุตามคติไทยแต่โบราณ