ไฮไลต์ “ฮอกไกโด” โชว์พราวช่วงฤดูร้อน

“อุษา ยุทธพงศาพิทักษ์”

ปีนี้ครบรอบ 150 ปี ในการสถาปนาชื่อจังหวัด “ฮอกไกโด” จึงเป็นโอกาสดีที่ได้ไปเยือน

หลังเสร็จภารกิจจากการติดตามคณะ นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ไปศึกษาดูงานเทคโนโลยีกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ของบริษัท Japan CCS จำกัด ที่เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

คณะเราได้เช็กอินจุดไฮไลต์ของเกาะฮอกไกโดหลายแห่ง

ฮอกไกโด เป็นทั้งภูมิภาค ชื่อของเกาะ และยังเป็นหนึ่งใน 47 จังหวัดของประเทศ ญี่ปุ่น โดยชื่อมีความหมายตามตัวว่า “ทางสู่ทะเลเหนือ”

เกาะฮอกไกโด ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเกาะฮอนชู ซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่น

นอกจากนั้น ฮอกไกโดยังประกอบไปด้วยเกาะเล็กๆ อีกหลายเกาะ มีศูนย์กลางและเมืองหลักอยู่ที่เมือง ซัปโปโร ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของเกาะและยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคนี้

ช่วงที่ไปเป็นฤดูร้อน แต่มีฝนตกโปรยปรายมาบางช่วงทำให้อากาศไม่ร้อนจนเกินไป

จุดเริ่มต้นเมืองซัปโปโรมุ่งไปจุดหมายแรกคือ เมืองบิเอะ เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ห่างจากซัปโปโรไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 163 ก.ม. ตั้งอยู่ระหว่างเมืองอาซะฮิกาวะกับเมืองฟูราโน่ ภูมิทัศน์ส่วนใหญ่เป็นท้องทุ่งสลับเนินเขา เนื่องจากเป็นเมืองเกษตรกรรม มีการเพาะปลูกข้าวบาร์เลย์และพืชผลนานาพันธุ์ ทำให้มีภาพวิวทิวทัศน์เป็นท้องทุ่งสลับแนวทิวเขาลดหลั่นไล่ระดับตามแสงและเงาทอดยาวไปจนไกลสุดลูกหูลูกตา

เส้นทางที่คณะเราผ่านเป็นโซนเหนือของเมือง ได้รับฉายาว่า “Patchwork Road” หรือ “Patchwork no Michi” เป็นถนนสายเดียวที่มองทิวทัศน์ได้อย่างเพลิดเพลิน โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่เราไป มีต้นไม้สีสันสวยงามตัดกับทุ่งหญ้าเขียวขจี บางช่วงจะเห็นฟางข้าวที่ถูกมัดเป็นฟ่อนกลมๆ วางเรียงรายในท้องทุ่ง จนบางคนอดใจไม่ไหวต้องจอดรถลงไปแชะภาพสวยๆ เก็บไว้

บนถนนสายแพตช์เวิร์กนี้ ยังมีแลนมาร์กที่นักท่องเที่ยวต้องแวะชม นั่นคือ ต้นพ็อพลาร์ของเคนแอนด์แมรี่ ที่ยืนโดดเด่นกลางทุ่งกว้าง เป็นไม้ผลัดใบที่จะเปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล


ไกด์เล่าว่าต้นไม้ชนิดนี้เคนและแมรี่ สองสามีภรรยา เป็นผู้ปลูก จนเรียกกันติดปากว่า ต้นเคนแอนด์แมรี่

ต้นเคนแอนด์แมรี่ โด่งดังมากเมื่อปี ค.ศ.1972 ที่มีโฆษณาทางโทรทัศน์ของรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งมาถ่ายทำ โดยมีฉากหลังเป็นต้นไม้นี้ ทำให้หนุ่มสาวทั่วญี่ปุ่นออกตามรอยเคนแอนด์แมรี่ จนกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

ฝั่งตรงข้ามต้นเคนแอนด์แมรี่ มีคาเฟ่เล็กๆ ที่ใช้ชื่อเคนแอนด์แมรี่เป็นเครื่อง หมายการค้า และในช่วงฤดูร้อน ห้ามพลาดซอฟต์ครีมรสผลไม้ต่างๆ ที่ทำจากนมวัวและผลไม้ฮอกไกโดอันเลื่องชื่อ แต่คณะเราได้แต่มองคาเฟ่ร้านนี้อยู่ห่างๆ เพื่อรีบบึ่งไปยังจุดหมายต่อไป

ไม่นานนักก็มาถึงบ่อน้ำสีฟ้า (Blue Pound) เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เพิ่งมีชื่อเสียงได้ไม่นานของฮอกไกโด ตั้งอยู่ในกลางเมืองบิเอะ 

บ่อน้ำสีฟ้านี้สามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวสนใจมาเที่ยวชม เพราะน้ำสีฟ้าที่สดใสเกินกว่าบ่อน้ำตามธรรมชาติทั่วไป และตอไม้สูงจำนวนมากที่สะท้อนให้เห็นความแปลกตาที่แสนพิเศษของน้ำในบ่อ

มุมซ้ายของบ่อยังมีลำธารใหญ่ที่เชื่อมกับน้ำสีฟ้า น้ำจากบ่อไหลผ่านเป็นสาย ท่ามกลางขุนเขาที่เขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้ เป็นเสน่ห์สะกดผู้คนให้หยุดชมได้นานโข

อีกไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ของบรรดานักท่องเที่ยวคือ โทมิตะฟาร์ม ตั้งอยู่ในเมืองฟูราโน่ เป็นฟาร์มชื่อดังที่มีทุ่งดอกไม้สวยงาม และขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมดอกลาเวนเดอร์ที่ดีที่สุดของเมือง เนื่องจากมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามจากฉากหลังเป็นภูเขาโทกะชิ และยังมีดอกไม้ชนิดอื่นแซมสีสันตัดกันสวยงาม ใกล้ๆ กับทุ่งดอกไม้ยังมีร้านกาแฟ ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากลาเวนเดอร์อีกด้วย

ดอกลาเวนเดอร์ นิยมปลูกในภูมิภาคฮอกไกโดมานานกว่าครึ่งศตวรรษ แต่ละวันมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมความงดงามกันแน่นขนัด ช่วงที่ดอกลาเวนเดอร์บานสะพรั่งเต็มที่คือช่วงกลางเดือนก.ค.ถึงต้นเดือนส.ค. แต่ดอกลาเวนเดอร์จะคงบานอยู่จนถึงกลางเดือนส.ค. 

เมื่อมาถึงฮอกไกโด ก็ต้องไปเยี่ยมชมคลองโอตารุ คลองที่มีความสวยงาม ไหลผ่านกลางเมืองโอตารุ ในอดีตเคยใช้สำหรับลำเลียงสินค้า แต่ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมือง ริมคลองตกแต่งสไตล์วิกตอเรียนและบริเวณใกล้เคียงยังมีอาคารและโกดังเก่าแก่ในสไตล์ตะวันตกที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้หลายแห่ง จนรู้สึกว่ามาที่นี่เหมือนมาเที่ยวยุโรป

ใกล้ๆ คลองโอตารุ ยังมีพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีเก่าแก่ของญี่ปุ่น เป็นอาคารสไตล์ตะวันตก 3 ชั้นที่สร้างจากอิฐ มีอายุกว่า 100 ปี ด้านหน้าอาคารมีนาฬิกาไอน้ำจากเมืองแวนคูเวอร์ตั้งอยู่ ซึ่งจะพ่นน้ำประกอบเสียงดนตรีดังทุกๆ 15 นาที

ภายในอาคารมีทั้งโซนจำหน่ายกล่องดนตรีและของที่ระลึกต่างๆ มากมาย และโซนที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาของกล่องดนตรี ถ้าใครชอบดนตรีรับรองใช้เวลาอยู่ที่นี่ทั้งวันก็ไม่เบื่อ

รอบๆ บริเวณพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ยังมีร้านรวงจำหน่ายของที่ระลึก ร้านกาแฟชื่อดัง ร้านอาหาร ตั้งเรียงรายละลานตา ที่แนะนำให้ชิมคือข้าวโพดพันธุ์ดีจากฮอกไกโด เสียบไม้ขายตั้งแต่ 250-400 เยน กินแบบดิบๆ ได้เลย รสหวานอร่อย รวมทั้งโรงงานเครื่องแก้วคิตาอิชิ ที่สามารถเข้าไปชมวิธีการทำเครื่องแก้วได้ แต่ห้ามถ่ายภาพ

ส่วนยามค่ำคืนต้องไปชมวิวมุมสูงบนภูเขาโมอิวะ กลางเมืองซัปโปโร เป็นจุดชมวิวเมืองฮอตฮิตและดีที่สุด

เมื่อมาถึงตีนเขา ต้องตีตั๋วเพื่อนั่งกระเช้าขึ้นไปที่ระดับความสูง 3 ใน 4 ของภูเขา แล้วเปลี่ยนมานั่งมินิเคเบิลคาร์ ขึ้นไปยังสถานีด้านบนยอดเขา ซึ่งมีดาดฟ้าชมวิว

ค่ากระเช้าสำหรับไปกลับ และมินิเคเบิลคาร์ ราว 1,700 เยน เวลาเปิด-ปิด เดือนเม.ย.-พ.ย. 10.30-22.00 น. ส่วนเดือน ธ.ค.-มี.ค. 11.00-21.00 น. และปิดทำการ 2 สัปดาห์แรกของเดือนเม.ย.

ช่วงที่คนนิยมมาคือช่วงพระอาทิตย์ตกดินเป็นต้นไป จะเห็นนักท่องเที่ยวยืนต่อคิวขึ้นกระเช้ากันยาวเหยียด แต่เมื่อถึงด้านบนยอดเขาแล้วจะรู้สึกฟินสุดๆ กับทัศนียภาพทั่วเมืองซัปโปโร ดวงไฟนับหมื่นดวงจากอาคารบ้านเรือนต่างๆ แข่งกันส่องแสงเหมือนดาวระยิบระยับ จนแทบลืมกะพริบตาเลยทีเดียว

จุดท่องเที่ยวเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของไฮไลต์ในทริปนี้ แต่ฮอกไกโดยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย ที่รอต้อนรับผู้มาเยือน

บทความก่อนหน้านี้ญาติร่ำไห้!เปิดพินัยกรรมนายกทต. เขียนข้อความสำคัญสั่งเสียก่อนตาย (คลิป)
บทความถัดไปจ่อฟันคดีฉ้อโกง! ‘พีท’ พ่อค้าหวยลวงโลก ‘บิ๊กอวบ’ กำชับทำคดีรอบครอบ