“รายงานพิเศษ”
“โรคลมพิษ” อาจมีทั้งที่สามารถทราบสาเหตุของโรคได้อย่างแน่นอน และในบางรายก็ไม่อาจทราบสาเหตุได้ โดยอาจแปรผันไปตามสภาพร่างกาย สภาพแวดล้อม และการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล อีกทั้งสภาวะอากาศที่แปรเปลี่ยนอย่างกะทันหันในยุคปัจบันก็อาจเป็นอีกปัจจัยเร่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงของ “โรคลมพิษ” ได้เช่นกัน
ดังนั้นการมีความรู้และความเข้าใจอย่างถูกต้องจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการเริ่มต้นสังเกตตนเองและบุคคลใกล้ชิด

ศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันโรคลมพิษโลก โรงพยาบาลศิริราชจึงได้จัดกิจกรรม “ศิริราชห่วงใย ชวนใส่ใจ โรคลมพิษ ครั้งที่ 3” เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องผ่านการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับโรคลมพิษและยา รวมถึงการทดสอบต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องทรมานกับอาการผื่นคันที่อาจมีผลต่อบุคลิกภาพของผู้ป่วยรวมถึงการดำเนินชีวิตประจำวันอีกด้วย
ศ.พญ.กนกวลัยกล่าวอีกว่า โรคลมพิษ (Urticaria) เป็นอาการทางผิวหนังที่มีลักษณะเป็นผื่นหรือปื้นนูนแดง ไม่มีขุย มีขนาดตั้งแต่ 0.5-10 ซ.ม. มักกระจายตามร่างกายอย่างรวดเร็ว และทำให้ผู้ป่วยมีอาการคันตามบริเวณที่มีผื่นขึ้น โดยทั่วไปแต่ละผื่นจะอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง แล้วผื่นนั้นก็จะราบไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ แต่ก็อาจ มีผื่นใหม่ขึ้นที่อื่นๆ ของร่างกายได้อีกเช่นกัน
ทั้งนี้สามารถแบ่งชนิดของโรคลมพิษเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ โรคลมพิษ เฉียบพลัน (Acute Urticaria) ผื่นลมพิษที่จะเกิดขึ้นตามร่างกาย ในระยะเวลาติดต่อกันไม่เกิน 6 สัปดาห์ และโรคลมพิษเรื้อรัง (Chronic Urticaria) ผื่นลมพิษที่จะมีอาการเป็นๆ หายๆ อย่างต่อเนื่อง นานเกินกว่า 6 สัปดาห์ขึ้นไป
โรคลมพิษมักจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีความกังวลต่อการดำเนินชีวิตตลอดเวลา ผู้ป่วยลมพิษจำนวนมากอาจจะไม่สามารถหาสาเหตุ ได้อย่างแน่ชัด ดังนั้นการมีความรู้เบื้องต้นว่าสาเหตุของโรคลมพิษมาจากสาเหตุใดได้บ้าง จะช่วยเลี่ยงภาวะที่อาจกระตุ้นให้ผื่นที่มีอยู่ มีอาการมากขึ้น หรือช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น
สำหรับสาเหตุของโรคลมพิษ เช่น 1.อาหาร เช่น อาหารทะเล สารกันบูด สีผสมอาหาร บางชนิด, 2.ยา ปฏิกิริยาการแพ้ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดผื่นลมพิษได้, 3.การติดเชื้อ การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือมีพยาธิ อาจเป็นสาเหตุของลมพิษได้
4.โรคระบบต่อมไร้ท่อ เช่น โรคต่อมไทรอยด์, 5.อิทธิพลทางกายภาพ ในผู้ป่วยบางราย ผื่นลมพิษอาจเป็นผลจากปฏิกิริยาของผิวหนังที่ตอบสนองผิดปกติต่อความร้อน ความเย็น น้ำหนักกดรัด แสงแดด การออกกำลังกาย เป็นต้น
6.การแพ้สารที่สัมผัส ผื่นลมพิษเกิดขึ้นในตำแหน่งที่ผิวหนังสัมผัสกับสารที่แพ้ เช่น การแพ้ยาง (Iatex) ขนสัตว์ พืช หรืออาหารบางชนิด เป็นต้น, 7.ปฏิกิริยาแพ้พิษแมลง เช่น ปฏิกิริยาที่เกิดจากผึ้ง ต่อต่อย
8.มะเร็ง เช่น มะเร็งต่อม น้ำเหลือง หรือระบบอื่นๆ ของร่างกาย 9.ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้าน ตัวเอง ผู้ป่วยลมพิษบางรายเกิดจาก มีภูมิคุ้มกันไปกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมาที่ผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นลมพิษขึ้น
และ 10.สาเหตุอื่นๆ เช่น ผู้ป่วยโรคลูปัส หรือผู้ป่วยโรคเส้นเลือดอักเสบ บางรายอาจมีผื่นลมพิษแต่มีข้อสังเกต คือ แต่ละผื่นอยู่นาน มักเกิน 24 ชั่วโมง และเมื่อผื่นหายไปมักจะทิ้งรอยดำเอาไว้

สำหรับแนวทางการรักษาโรคลมพิษในกรณีที่สามารถสืบค้นจนทราบสาเหตุและแก้ไขสาเหตุได้ เมื่อ รับประทานยาต้านฮิสตามีนไปแล้วผื่นลมพิษมักหายได้เร็ว
“แต่ถ้าหาสาเหตุไม่พบหรือเป็นสาเหตุ ที่แก้ไขไม่ได้โดยง่าย แพทย์จำเป็นต้องให้ยาตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป เพื่อควบคุมอาการผื่นลมพิษให้สงบลงได้ ทั้งนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเรื้อรังนานเป็นปี ซึ่งในปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาที่มากขึ้นทั้งยา รับประทานและยาฉีด เพื่อช่วยบรรเทาอาการและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้” ศ.พญ.กนกวลัยกล่าว