ไขความจริง! พริกขี้หนู รักษา พิษงู แชร์ว่อนหมื่นครั้ง อ่านก่อนตายเผ็ดๆ
ไขความจริง! เพจ เบิกไพร ได้โพสต์ พริกขี้หนู สามารถรักษา พิษงู ได้จริงหรือเปล่า จากที่มีการแชร์ในโลกออนไลนน์จำนวนมาก โดยผู้โพสต์ระบุว่า ผมไม่ได้เเชร์ต้นโพสมาเพราะกลัวโดนกระทืบ ซึ่งเห็นจากยอดเเชร์ 4 หมื่นกว่าแล้วอดที่จะพิมพ์เรื่องนี้ไม่ได้เพราะถ้าแต่ละคนที่แชร์ออกไปมีเพื่อนมองเห็น 5 คนก็เท่ากับว่าจะมีคนได้รับความรู้ในเรื่องนี้แบบผิดๆไปถึง 2 แสนคน ก่อนอื่นต้องตอบคำถามเรื่องพิษงูก่อน
1.งูจงอาง กัดตายภายใน 7 นาที
ไม่จริง เวลาที่โดนงูกัดแล้วระบุชนิดไม่ได้ แพทย์จะสันนิษฐานโดยให้ผู้ป่วยรอเพื่อแสดงอาการของพิษว่ามีผลต่อระบบใด เช่นระบบเลือด ระบบประสาท ถ้าให้เซรุ่มผิดผู้ป่วยแพ้แพทย์จะโดนฟ้องเอา ดังนั้นไม่ใช่ให้กันง่าย และที่แพทย์กล้าทำอย่างนั้นเพราะพิษของงูไม่ได้ทำให้ตายในเวลาอย่างรวดเร็ว
ถ้าผู้ที่โดนกัดไม่ได้ป่วยหรือแพ้สามารถอยู่ได้นานหลายชั่วโมงหรือเป็นวันหากระบบหายใจไม่ล้มเหลว ถ้างูจงอางกัดตายได้ใน 7 นาทีเท่ากับว่าไม่มีผู้รอดชีวิตจากงูจงอางกัดได้เลยเว้นแต่โดนกัดหน้าโรงพยาบาล
2.งูเห่ากัดตายภายใน 4 ชั่วโมง
ไม่จริง เมื่อโดนงูเห่ากัดสามารถอยู่ได้ถึง 24 ชั่วโมง งูเห่ามีพิษร้ายแรงกว่างูจงอางเสียอีกในพิษที่มีปริมาณเท่ากันแต่การตายจากงูเห่าไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 4 ชั่วโมงอย่างที่แชร์มา พิษของงูเห่าสามารถทำให้เซลล์ตายได้ 80-90%ใน 48 ชั่วโมงแรกซึ่งเท่ากับว่าผู้ถูกกัดสามารถมีชีวิตอยู่ได้มากกว่า 4 ชั่วโมง (อ้างอิงจากงานวิจัย ความเป็นพิษต่อเซลล์ของงูกะปะและพิษของงูเห่าไทย และการหักล้างโดยเซรุ่มแก้พิษงู ,จุรีพร น้อยพรม , อถวรรณ แซ่โค้ว ฝายวิจัยและพัฒนาสภากาชาดไทย)
3.งูเขียวหางไหม้กัดตายใน 6 ชั่วโมงอย่างทรมาน
ไม่จริง งูเขียวหางไหม้ไม่ได้มีพิษที่รุนแรงขนาดนั้น น้อยคนมากที่จะถูกงูเขียวหางไหม้กัดแล้วตาย อาการส่วนใหญ่จะเป็นการบวมเฉพาะที่และมีเลือดออก
4.งูกะปะ กล้ามเนื้อถูกทำลาย และเป็นแผลเน่าลุกลาม
จริง แต่งูกะปะพิษร้ายแรงทำให้ตายได้ไม่ใช่แค่นั้น พิษงูกะปะ พอๆกับงูเห่าทั้งยังสามารถออกฤิทธิ์ได้นานกว่าต้องเฝ้าดูอาการนานกว่า 48 ชั่วโมงการรักษาทำได้ยากกว่าพิษงูเห่า เนื่องจากเนื้อตายลุกลาม งูกะปะเป็นงูที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่างูเห่า แต่กลับบอกว่าเป็นแค่แผลเน่าลูกลามค่อนข้างขัดแย้งกัน
5.การปฐมพยาบาล ให้นำพริกขี้หนู 1 กำมาตำพอกกับยาสูบ
พริกมีความเผ็ดแน่นอนว่าเมื่อตำมาพอกแผลจะต้องปวดแสบปวดร้อน หากคุณมีแผล ควรจะนำพริกมาทาที่แผลหรือไหมลองคิดดู การนำพริกมาตำพอกไม่ควรอย่างยิ่งเพราะจะทำให้เเพทย์วินิจฉัยผิดพลาด และผู้ป่วยบอกอาการปวดแสบร้อนผิดไปจากปกติ เช่นเป็นไข้ร่วมกับเดินชนประตูก็จะบอกอาการปวดหัวลำบากว่าเกิดจากสาเหตุใด
นอกจากนี้แล้วการนำพริกมาพอกยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เมื่อโดนงูกัดนอกจากฉีดเซรุ่มยังต้องฉีดวัคซีนกันบาดทะยักด้วยหากงูนั้นมีพิษต่อระบบเลือด เพราะเราไม่รู้ว่างูกินอะไรมาบ้าง ทีนี้โอกาสติดเชื้อมาจากตัวงู 30% ซึ่งเกิดจากเชื้อโรคในปาก 70%ที่เหลือมาจากสิ่งเเวดล้อม เช่นการนำสมุนไพรมาพอก การกรีดแผล หรือการประคบด้วยสิ่งต่างๆ
วิธีการปฐมพยาบาลคือ เคลื่อนไหวส่วนที่โดนกัดให้น้อยที่สุดแล้วไปพบแพทย์ หากนำซากงูไปได้ให้นำไปด้วย หากนำไปไม่ได้ให้ถ่ายรูป หรือต่อให้ระบุชนิดงูไม่ได้ไม่ต้องเสียเวลาหา เพราะแพทย์สามารถสังเกตจากอาการเบื้องต้นแล้วให้เซรุ่มรวมได้