รัฐบาลใหม่ 2562 – กับการประกันสุขภาพ
การประกันสุขภาพ – ท่ามกลางการเลือกตั้งเพื่อรอรัฐบาลหน้า เกิดคำถามมากมายว่า นโยบายด้านสาธารณสุขจะมีการสานต่ออย่างไร โดยเฉพาะโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ 30 บาทรักษาทุกโรค
นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะนักวิชาการที่ทำงานขับเคลื่อนและปฏิรูประบบสาธารณสุขด้านการคลังและระบบหลักประกันสุขภาพ มีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้

นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์
เดิมทีในรัฐบาลนี้มีการดำเนินการเรื่องปรับแก้กฎหมายบัตรทอง หรือพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งเท่าที่ทราบกฎหมายนี้ยังอยู่ในขั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งก็ต้องติดตามว่าในรัฐบาลหน้าจะเป็นอย่างไร
สำหรับเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพฯ จำเป็นต้องมีการ ปรับปรุงในหลายๆ เรื่อง ยิ่งในรัฐบาลใหม่ที่จะมาก็ควรคำนึงในเรื่องเหล่านี้ คือ
1.ต้องหาความสมดุลระหว่างงบประมาณกับสิทธิประโยชน์ของประชาชน
การเสริมสิทธิประโยชน์ต่างๆ เข้ามา ในอนาคตอาจต้องมีการร่วมจ่าย ซึ่งเราหนีไม่พ้น เพียงแต่จะช้าหรือเร็ว ดังนั้น หากเตรียมพร้อมก่อนจะเป็นเรื่องดี ซึ่งในแต่ละปีเราใช้งบประมาณด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นตลอด แล้วจะแบกรับเช่นนี้ไหวหรือไม่
เพราะที่ผ่านมาก็จะเห็นว่าการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ประกอบกับการเข้าถึงบริการมากขึ้นเรื่อยๆ กับงบประมาณที่จำกัด ทำให้โรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขขาดสภาพคล่องทางการเงินมากมาย เราจึงพบเห็นข่าวอยู่เสมอ โดยการร่วมจ่ายนั้นต้องไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการ คือ ต้องร่วมจ่ายก่อนรับบริการนั่นเอง
2.การดูแลสุขภาพระยะยาว เน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
การจะรักษาภายหลังเกิดโรคเท่านั้นไม่เพียงพออีกต่อไป ซึ่งการจะส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคต้องคำนึงกลุ่มภาวะติดบ้านติดเตียง และผู้พิการมากขึ้นด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นความท้าทายของระบบหลักประกันสุขภาพ เนื่องจากไม่ใช่แค่หน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ โรงพยาบาลเท่านั้นแต่ยังต้องประสานหน้าที่กับหน่วยงานท้องถิ่น ชุมชนเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน
การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนจะมีบทบาทเป็นอย่างมากในการทำให้เกิดประสิทธิผลชัดเจน เพราะถ้าฝั่งราชการ หรือฝั่งกระทรวงมามุ่งจัดการนั้น งบประมาณคงไม่เพียงพอ แต่หากมีท้องถิ่นมาร่วม มีการช่วยเหลือทางสังคมก็จะยิ่งเสริมกัน สิ่งสำคัญคือ ต้องยึดหลักการที่ว่าทำให้ประชาชนยืนได้ด้วยตัวเอง ด้วยการดูแลสุขภาพตัวเองได้ ยกเว้นหากเจ็บป่วยฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการแพทย์ฉุกเฉิน ทางรัฐบาลก็จะดูแลอยู่

ประเด็นเรื่องงบประมาณของระบบหลักประกันสุขภาพฯ นั้น การของบเพิ่มทุกปีเป็นเรื่องตั้งรับเกินไป เพราะสุขภาพคนเราเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ ไม่เช่นนั้นก็ต้องของบไปเรื่อยๆ
ดังนั้น การดูแลสุขภาพแบบยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค โดยเน้นการให้ความรู้ประชาชนดูแลสุขภาพตัวเองเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องพึ่งพิงท้องถิ่นด้วย ที่ผ่านมาแม้จะมีการดำเนินการเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่มากพอ ต้องมีการดำเนินการให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ในมุมเศรษฐกิจก็ต้องคำนึงถึงด้วย อย่างเรื่องนโยบายการดูแลสุขภาพระยะยาว หรือที่เรียกว่า Long term care จะมีแคร์กีฟเวอร์ (Caregiver) ซึ่งทำหน้าที่ในการดูแลสุขภาพผู้สูงวัย ก็ควรเป็นอาชีพเสริมให้คนในชุมชนด้วย ตรงนี้จะเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชนไปในตัว จะเห็นได้ว่าการออกแบบระบบกับภาคส่วนอื่นๆ มีความจำเป็นมาก เราดูแลสุขภาพให้คนในชุมชน เราก็ควรสร้างเศรษฐกิจให้คนในชุมชนด้วยเช่นกัน ส่วนคลินิกหมอครอบครัว หรือทีมหมอครอบครัวจริงๆ เป็นเรื่องดีเพราะเน้นทำงานเชิงรุกในการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค แต่จำเป็นต้องขยายผลมากขึ้น
สำหรับเรื่องร่วมจ่ายนั้นเป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่ได้ แต่ต้องร่วมจ่ายก่อนเจ็บป่วย ซึ่งมีหลายแบบ อาจทำคล้ายๆ กับการทำประกันสุขภาพเอกชน ก็เป็นอีกทางเลือก หรือให้ทางท้องถิ่น อย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ช่วยสนับสนุน อย่างการจ้างผู้ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน นับเป็นการร่วมจ่ายผ่านองค์กร ไม่ใช่คนไข้จ่าย เป็นต้น ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องคุยกันอย่างละเอียด
เมื่อถามถึงบัตรสวัสดิการภาครัฐควรไปในทิศทางใด นพ.จิรุตม์ให้ความเห็นว่า จริงๆ บัตรสวัสดิการภาครัฐ กับบัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคนั้น หากจะเชื่อมโยงน่าจะไปเกี่ยวกับการ ช่วยเหลือค่าเดินทางมากกว่า เพราะการรักษาไม่เสียค่าใช้จ่ายมี การดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งหากทำเป็นแบบอำนวยความสะดวก ช่วยในเรื่องค่าเดินทางจะดีกว่า ยิ่งในต่างจังหวัด พื้นที่ห่างไกล การ เดินทางจากชุมชน จากหมู่บ้านไปโรงพยาบาลค่อนข้างห่างไกล ต้อง เสียค่าใช้จ่ายเยอะ หลายครั้งก็รวมกลุ่มกันเหมารถมาโรงพยาบาล ดังนั้น หากจะใช้เป็นบัตรช่วยการเดินทางน่าจะดีมากกว่า
เพราะการฟรีค่ารักษานัยยะน้อยมาก
“แต่สิ่งที่น่าสนใจในระบบหลักประกันสุขภาพฯ คือ ต้องเลิกคิดทำเพื่อคนฐานะยากจนเท่านั้น แต่ต้องโฟกัสไปที่คนชั้นกลางให้เข้าถึงการบริการด้วย เพราะอย่าลืมว่าคนชั้นกลางเมื่อป่วยและเผลอไปรักษาโรงพยาบาลเอกชนถึงกับหมดตัวก็มี ดังนั้น ระบบหลักประกันสุขภาพฯ และภาคประชาชนที่ขับเคลื่อน หากเพิ่มประเด็นดึงคนชั้นกลางให้เข้ามาใช้บริการมากขึ้นด้วยก็จะเป็นเรื่องดี” นพ.จิรุตม์กล่าวทิ้งท้าย
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง