เยี่ยมบ้านอองซาน ไหว้พระวัดดังเมียนมา : หลากหลาย

เยี่ยมบ้านอองซาน ไหว้พระวัดดังเมียนมา : หลากหลาย

เยี่ยมบ้านอองซาน ไหว้พระวัดดังเมียนมา – วันนี้ชวนไปเที่ยวไม่ไกล นั่งเครื่องบินจากไทยไปแค่ชั่วโมงกว่าๆ ก็แลนดิ้งลงสู่สนามบินย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าของประเทศเมียนมาแล้ว

ย่างกุ้งเป็นเมืองที่นักเที่ยวสายบุญ นิยมมาตระเวนไหว้พระขอพร ทั้งพรพระ พรเทพ ชื่อดังๆ ตามวัดทั่วเมือง โดยเฉพาะ 2 องค์เทพ คือ เทพทันใจ (นัตโบโบยี) และ เทพกระซิบ (เมียะนานหน่วย) ธิดาพญานาค ที่ตั้งอยู่ตรงกันข้าม แถวๆ เจดีย์โบตาทาวน์ 2 ที่ใครๆ ก็ต้องไปยืนต่อคิวขอพรกันยาวเหยียด

ไหว้พระวัดดังเมียนมา
วัดซเวตอเมียต

ส่วนพระวัดดังที่กำลังฮอตในกลุ่มวัยรุ่นไทยตอนนี้คือ วัดงาทัตจี ที่ปรากฏเป็นหนึ่งในฉากหนังไทยยอดฮิตอย่าง เฟรนด์โซน “ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน” วัดที่พระเอก เรื่อง ‘ปาล์ม’ ที่รับบทโดย น้องนาย ณภัทร เสียงสมบุญ พาแฟนไปไหว้พระขอพร

วัดนี้โดดเด่นที่องค์พระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่ององค์ใหญ่ที่สุดในโลก ที่แกะสลักจากหินอ่อน สูงขนาดตึก 5 ชั้น ประดับด้วยเครื่องทรงกษัตริย์ทำจากโลหะสวยงามแปลกตาตามแบบฉบับของพม่า

ไหว้พระวัดดังเมียนมา
เทพทันใจ
ไหว้พระวัดดังเมียนมา
ที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว

อีกวัดที่ไม่ควรพลาดคือ วัดซเวตอเมียต หรือ วัดพระเขี้ยวแก้วจุฬามณี รูปทรงสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบพุกามผสม องค์เจดีย์เป็นทรงปราสาท 8 เหลี่ยม ยอดเจดีย์ประดับด้วยทองคำแท้ๆ ภายในตกแต่งวิจิตรบรรจง ตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว ที่อัญเชิญมาจากศรีลังกาตั้งแต่สมัยพระเจ้าบุเรงนอง นับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอีกแห่งหนึ่ง

อิ่มใจกับสายบุญไปแล้ว ขอเปลี่ยนโหมดไปช็อป ชิม ชิลแบบวิถีคนย่างกุ้งที่ตลาดสก๊อต ที่เรียกกันตามชื่อคนสร้างตลาดคือมิสเตอร์สก๊อต ชาวอังกฤษ หรือที่คนท้องถิ่นเรียกอีกอย่างว่า ตลาดโบ-ยก อองซาน แต่กว่าจะมาถึงตลาดได้ รถติดแบบสุดๆ ไม่แพ้ไทย แม้ว่าบนถนนจะไม่มีรถมอเตอร์ไซค์วิ่งขวักไขว่เลย สักคัน เพราะรัฐบาลย่างกุ้งออกกฎเข้มห้ามประชาชนขี่รถมอเตอร์ไซค์ในย่างกุ้ง

 

ตลาดนี้เป็นแหล่งรวมสารพัดของฝากที่นักท่องเที่ยวต้องมาแวะ มีให้เลือกทั้งของกิน ของใช้ ของฝาก ขนม ชา กาแฟ เสื้อผ้าท้องถิ่น และของประดับตกแต่ง ที่เด็ดสุดคือเครื่องประดับอัญมณีที่ทำจากทับทิมและหยกขึ้นชื่อของพม่า

งานนี้แอบเปรี้ยวเดินลุยไปถึงท้ายตลาดดูการซื้อขายพลอย หยกดิบๆ กันให้เห็นกับตา บรรยากาศ คึกคักมากๆ ภายในตลาดคลาคล่ำไปด้วยกลุ่มพ่อค้าที่มายืนรุมส่องแย่งซื้อพลอยจากนักขุดท้องถิ่น เสียงตะโกนต่อรองราคา ดังลั่นตลาด เมื่อตกลงราคากันได้ก็ควักเงินหอบใหญ่ มาจ่ายกันแบบสดๆ

เดินถัดไปอีกหน่อยมีแผงขายขนมพื้นเมืองวางเรียงราย 2 ข้างทางที่ได้ลองชิมคือ มกไบ๊เด๊า เส้นแป้งสีขาวกินกับมะพร้าวโรยด้วยงา, ขนมหม้อแกงพม่า รสชาติคล้ายๆ ไทยแต่หวานน้อยกว่ามาก

 

ส่วนอาหารคาวพม่า ก็มีเมนูให้เลือกสารพัด และอาหารกินเล่นประจำชาติพม่าที่ไม่พลาดชิมคือ ยำใบชา ที่ทำมาจากใบชาหมักยำรวมกับกะหล่ำปลีหั่นฝอย มะเขือเทศ ถั่วลิสง ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก พริกป่น น้ำปลา กระเทียมสับ รสชาติเปรี้ยว เผ็ด ขมนิดๆ อารมณ์เหมือนกินส้มตำไทย

ขณะที่เมนู Deep-fried Stuff สารพัดของทอดทั้งกุ้ง เปาะเปี๊ยะ เกี๊ยว ปู มีวางขายเกือบทุกร้าน อีกเมนูที่ถูกปาก และถูกใจหลายๆ คนคือ แกงกะหรี่เนื้อกินกะโรตีพม่าราดแกงถั่ว ก็อร่อยไปอีกแบบ

จากนั้นเรานั่งรถไปเที่ยวต่อที่พิพิธภัณฑ์นายพลออง ซาน มองไปตามถนน เห็นรถยนต์ขายหวย และรถสามล้อขายลอตเตอรี่ จอดอยู่เต็มเมือง ไกด์บอกว่าคนที่นี่นิยมซื้อลอตเตอรี่มากๆ ถ้าถูกรางวัลที่ 1 จะได้เงินรางวัล 30 ล้านบาท สามารถพลิกชีวิตหน้ามือเป็นหลังมือได้เลย เพราะปัจจุบันชาวเมียนมารับค่าแรงวันละ 115 บาท น้อยกว่าไทยถึง 3 เท่า

ไหว้พระวัดดังเมียนมา

สักพักรถเราก็ขับมาจอดบนเนินเขาเตี้ยๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์นายพล ออง ซาน นักปฏิวัติและนักการเมืองที่ได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษเพื่ออิสรภาพของประเทศเมียนมา ผู้ซึ่งเป็นบิดาของ นางออง ซาน ซู จี ที่นี่ในอดีตเคยเป็นบ้านพักอาศัยของนายพลและครอบครัวในช่วงที่มีชีวิตอยู่ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1945 จนกระทั่งนายพลออง ซาน ถูกลอบสังหารในเดือน ก.ค.1947 ซึ่งขณะนั้น ซู จี มีอายุแค่เพียง 2 ขวบเท่านั้น

ตัวบ้านตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 2.4 เอเคอร์ สร้างขึ้นในปีค.ศ.1921 เป็นรูปทรงไข่สวยงามแปลกตาในสไตล์ยุโรป มียอดโดมแหลม ภายในบ้านมีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในอดีตของนายพลและครอบครัวไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ระลึกถึง

บริเวณชั้นล่างของบ้านเป็นห้องนั่งเล่น มีโต๊ะกินข้าวไม้ตั้งอยู่ เก้าอี้แต่ละตัวมีป้ายชื่อเขียนติดไว้ ช่วยให้ทุกคนได้จินตนาการอดีตว่านายพล ภรรยา และลูกๆ นั่งตรงไหนกันบ้าง เหลือบไปมองบนผนังห้องมีรูปนายพลประดับไว้หน้าตาน่าเกรงขาม มากๆ

เดินขึ้นไปที่ชั้น 2 ของตัวบ้าน จะเจอ กับห้องนอนส่วนตัว นายพล มีเตียงนอนไม้ขนาดไม่ใหญ่นักตั้งอยู่กลางห้อง ด้านข้างมีตู้เสื้อผ้าที่ภายในเก็บรักษาเสื้อผ้าชุดทหารและโสร่งของนายพลไว้เป็นอย่างดี

ถัดไปห้องทางด้านหลังบ้านจะเห็นเตียงนอนไม้ขนาดเล็ก 3 เตียงตั้งเรียงติดกัน ห้องนี้เคยเป็นห้องนอนที่แสนอบอุ่นของ 3 พี่น้อง ออง ซาน ซู จี น้องคนเล็กและพี่ชายอีก 2 คน คนโตคือ ออง ซาน อู และ ออง ซาน ลิน คนรอง

ไหว้พระวัดดังเมียนมา
พิพิธภัณฑ์นายพลออง ซาน
ไหว้พระวัดดังเมียนมา
โต๊ะกินข้าวในบ้านนายพลออง ซาน
ไหว้พระวัดดังเมียนมา
นายพลออง ซาน

บ้านหลังนี้นอกจากจะมอบความอบอุ่นให้กับครอบครัว ออง ซานแล้ว ยังเป็นรอยอดีตที่ขมขื่นของครอบครัว เพราะ ออง ซาน ลิน ตกน้ำตายในสระที่ตั้งอยู่บริเวณด้านล่างของบ้านหลังนี้เมื่อตอนอายุได้แค่ 8 ขวบ

ก่อนกลับคณะเราแวะไปเที่ยวชมโรงเลี้ยงช้างเผือกซึ่งคนที่นี่ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีบุญญาบารมีมาก หากใครได้พบกับช้างเผือกเสมือนกับได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งอดีตชาติเคยเสวยชาติเกิดเป็นช้างเผือก นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่า “ขนหางของช้างเผือก” เป็นเครื่องรางของขลังที่สามารถพกไว้เสริมมงคลบารมีได้ และยังช่วยป้องกันคุณไสย ปัดเป่าเสนียดจัญไรได้เป็นอย่างดี อีกด้วย

คนที่ชอบแบบขลังๆ ก็จะนิยมพกขนหางช้างเผือกแบบเป็นเส้นๆ ติดไว้ในกระเป๋าถือ หรือกระเป๋าสตางค์ คนที่รักสวยรักงามหน่อยก็นิยมนำขนช้างมาขดกลมทำเป็นแหวนหางช้างเผือกใส่ติดนิ้ว ซึ่งที่นี่ก็เอาใจสายสวยทำแหวนขนหางช้างเผือกวางขายนักท่องเที่ยว สนนราคาวงละ 250 บาทเท่านั้น

เพื่อนๆ ในทริปหลายคนเลยควักกระเป๋าซื้อแหวนขนหางช้างเผือกมาสวมใส่ เสริมสิริมงคลเดินทางกลับไทยอย่างสบายใจ

มยุรี นวมมี

บทความก่อนหน้านี้‘สน’โสดสนิท มีแฟนทำเป้าหมายบิดเบือน! ลังเลต่อสัญญาเอ็กแซ็กท์ พร้อมลุยงานที่จีน
บทความถัดไปสะอาดแบบอนาคต : เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์