คอลัมน์ หลอน

นทธี ศศิวิมล

ถึงแม้ผมจะมีเชื้อสายทางอีสาน เพราะปู่เป็นคนยโสธร แต่พ่อกับแม่ก็อยู่กรุงเทพฯ นานยี่สิบกว่าปีกว่าผมจะได้เกิดมา ผมเกิดตอนท่านทั้งสองอายุสี่สิบกว่า ผมจึงเติบโตมาอย่างเด็กที่ได้รับการอุ้มชูดูแลอย่างดี ผมเคยไปบ้านเกิดพ่อแม่ที่ยโสธรเพียงสองครั้ง ครั้งแรกตอนจัดงานอายุ 72 ให้ปู่และอีกครั้งในงานศพของปู่ จากนั้นก็ไม่เคยไปอีกเลย เรื่องผีแม่ม่ายก็เคยได้ยินข่าวและพ่อก็เคยเล่าให้ฟัง แต่ผมไม่เคยเจอกับตัว จนกระทั่ง..

พ่อพูดถึงที่ดินผืนที่ปู่ยกให้ ถามผมว่าจะจัดการอย่างไร จะให้ญาติคนอื่น จะขายต่อ หรือจะใช้ประโยชน์เองก็ว่าไป อย่าปล่อยทิ้งไว้เลย ผมตอบพ่อว่าจะไปดูและตกลงอย่างไรจะบอกพ่อ ผมตั้งใจไปดูสภาพแวดล้อม หากขายได้ก็จะขายทิ้ง เอาเงินมาลงทุนทำธุรกิจของผมต่อจะดีกว่า แต่หากทำอย่างอื่นได้ก็จะทำ

ตอนนั้นผมอายุ 35 ปีแล้ว บอกตามตรงวันแรกที่ไปถึงที่นั่นผมไม่ประทับใจเลย อากาศก็ร้อน รอบตัวดูแห้งแล้งไปหมดในเมื่อรวมๆ กับความไม่สะดวกสบายที่มีอยู่รอบตัว ผมจึงตั้งใจว่าจะอยู่ทำธุระให้เสร็จก่อนแล้วจะรีบกลับ

ที่ดินของปู่ผืนนี้ก็ไม่มากอะไร แค่ไร่เศษๆ ปลูกบ้านครึ่งอิฐครึ่งปูน มีสารพัดต้นไม้ปลูกจนดูรกในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ผู้คนส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาทำไร่กัน บ้านปู่ดูดีมีฐานะที่สุด เพราะปู่เป็นข้าราชการตำแหน่งสูงพอสมควร ได้รับการนับถือมากมาย พลอยตกมาถึงผมด้วยเมื่อผมไปถึง ด้วยเหตุนี้บ้านนี้จึงดูศักดิ์สิทธิ์ในสายตาของชาวบ้าน แต่เพราะทิ้งรกร้างไว้นาน ปู่เคยให้ญาติมาอยู่และเคยให้เช่ามาก่อน แต่ก็นานมากแล้ว

เมื่อผมไปถึงจึงต้องจ้างคนมาทำความสะอาดอยู่หลายวันกว่าจะเข้าอยู่ได้ ระหว่างนั้นก็พักโรงแรมที่ตัวจังหวัดไปพลางๆ ผมไม่ได้พักบ้านญาติ เนื่องจากห่างกันนาน ไม่ได้ติดต่อ และอยากได้ความเป็นส่วนตัว ผมเพียงให้ญาติคนนั้นช่วยหาคนซื้อให้ โดยให้ค่านายหน้าเขา เมื่อตกลงกันได้เรื่องการว่าจ้างเขา ผมก็เตรียมตัวกลับ เขาถามผมสั้นๆ ว่า “ปัดกวาดเช็ดถูเรียบร้อยแล้ว ไม่ลองเข้าไปพักเหรอ บ้านหลังนี้ปู่รักมากนะ”

ผมนึกถึงปู่ขึ้นมา ท่านให้เป็นสมบัติของผม ผมก็คิดจะขายทิ้ง จะไม่ใจดำไปหน่อยหรือ น่าจะเข้าไปดูสักหน่อย

เมื่อไปถึงครั้งที่สอง ความรู้สึกต่างกับครั้งแรกที่เห็น บ้านที่สะอาดสะอ้าน หญ้าที่รกสูง ถูกถากออกหมด กำแพงรั้วที่เป็นผนังปูนสูงแตกต่างจากบ้านอื่นก็ได้รับการปัดกวาดทำความสะอาดพร้อมกับตัวบ้านที่ดูเอี่ยมอ่องเกินค่าจ้างไม่กี่ร้อยบาท ผมก้าวเข้าบ้านด้วยความรู้สึกประหลาดชอบกล ใจหนึ่งนึกถึงอายุของมันที่มากกว่าสามสิบปี อีกใจก็นึกถึงปู่ที่เคยอยู่อาศัย ปู่ปลูกบ้านหลังนี้ก่อนเกษียณไม่กี่ปี ปู่มีบ้านในตัวจังหวัดอยู่กับย่า แต่ปู่ชอบมาอยู่คนเดียวเวลาว่างหรือต้องการพักผ่อน โดยเฉพาะช่วงสิบปีก่อนเสียชีวิต มีแค่สองปีหลังที่ต้องเทียวไปโรงพยาบาล ปู่จึงให้คนเช่าและญาติมาอยู่อย่างที่เล่าไป

ผมตัดสินใจนอนที่บ้านหลังนี้สักคืนสองคืน การนอนพักมาพร้อมกับข่าวผีแม่ม่ายที่ลือไปทั่ว ช่วงที่มาใหม่ๆ ก็ได้ยิน แต่ผมไม่สนใจ ผมมองว่าเหลวไหล งมงาย ไร้สาระ แต่ตอนที่จะนอนคืนนั้นญาติบอกให้ผมทาลิปสติกก่อนนอน ทาเล็บและใส่ผ้าถุง

“ไม่งั้นผีแม่ม่ายจะมาเอาตัวไป” ญาติบอก

ผมหัวเราะ “งมงายไม่เข้าเรื่อง ผมไม่กลัวหรอก มาสิ จะจับทำผัว” พูดจบก็หัวเราะ

ญาติมองผมไม่สบอารมณ์นัก ได้ยินเขาพูดก่อนออกจากบ้านไป “ปากดีนัก ระวังจะเจอดี”

ผมหัวเราะฮึๆ แล้วก็เข้านอน ผมหลับตามปกติ รู้สึกตัวตื่นตอนปวดปัสสาวะกลางดึก แต่ห้องน้ำชั้นบนน้ำไม่ไหล ต้องลงมาชั้นล่าง ผมสะลึมสะลืองัวเงียลงมาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าต่างมองมาที่ผม ผมสะดุ้งตกใจ เข้ามาได้ไงเนี่ย!

ทว่าเธอกลับพุ่งตรงมาที่ผมพลางตะโกนว่า จะจับกูทำเมียหรือ ตาเธอเบิกโพลง แล้วเธอก็คว้าหมับเข้าที่คอผมบีบอย่างแรง มือเธอเย็นมากแต่ที่ผมรู้สึกที่สุดก็คือความเจ็บพอๆ กับความกลัว ต้องเป็นผีแม่ม่ายแน่ๆ ผมคิดแล้วพยายามสะบัดตัวให้หลุด ทว่ามือนั้นเหมือนคีมที่บีบคออย่างแรงไม่ยอมปล่อย

ผมนึกถึงปู่ขึ้นมา ปู่ช่วยด้วย ผมยังไม่อยากตาย!

ทันใดนั้นเองก็ปรากฏร่างปู่ผมขึ้น ปู่ตรงเข้ามากระชากผมผีแม่ม่ายนั้นอย่างแรงจนหงายหลังล้มลงกับพื้น ปู่ตวาดว่า “ไปให้ไกลจากบ้านกู!!”

แล้วผีแม่ม่ายก็หายไปทันที ผมตั้งสติได้ รีบหันมาที่ปู่ ปู่ก็ยิ้มให้ผมอย่างรักใคร่ นาทีนั้นผมน้ำตาแทบไหล ผมจะขายบ้านของปู่ แต่ปู่กลับไม่โกรธผม

หลังคืนนั้นผมยกเลิกการขายบ้านปู่ ทุกวันนี้บ้านหลังนี้ก็ยังอยู่ ปีหนึ่งผมจะไปนอนพักอย่างน้อยก็สองสามอาทิตย์และเลิกดูถูกความเชื่อทั้งหมดทั้งมวล ใครเจอกับตัวอย่างผมก็คงคิดแบบผมแหละ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน