‘ตู้ความดันลบ’ต้นแบบ วสท.
ออกแบบให้รพ.สู้วิกฤตโควิด
‘ตู้ความดันลบ’ต้นแบบ วสท.ออกแบบให้รพ.สู้วิกฤตโควิด : ข่าวสดสุขภาพ – วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์(วสท.)พัฒนานวัตกรรมต้นแบบ‘ตู้ความดันลบ’ (Negative Pressure Cabinet) สนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาล และรองรับผู้ป่วยติดโรคติดเชื้อ โควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน โดยสามารถประกอบติดตั้งได้เร็วภายใน 15 นาที

ดร.ธเนศ วีระศิริ
ดร.ธเนศ วีระศิริ นายก วสท. กล่าวว่า แนวคิดและประโยชน์การใช้งานตู้ความดันลบ EIT-01-1/24032020
1.เพื่อใช้เป็นห้องแยกความดันลบทั่วไปที่สามารถให้คนนั่งได้ 3 ถึง 4 คน หรือหนึ่งเตียงในสถานพยาบาล เคหสถาน และอื่นๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อทางอากาศ 2.เพื่อใช้ครอบเตียงผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่มีโอกาสแพร่เชื้อ หรือติดเชื้อทางอากาศ
3.เพื่อลดระยะห่างความปลอดภัยระหว่างเตียงผู้ป่วย และอำนวยความสะดวกแก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในการเข้าตรวจผู้ป่วยโดยไม่จำเป็นต้องใส่ชุดป้องกันบุคคล 4.เสริมความปลอดภัยแก่บุคลากรทางการแพทย์ผู้ป่วยติดเชื้อ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และประชาชนที่มาใช้บริการในโรงพยาบาล
5.เพื่อใช้งานทั้งภายในอาคารและในที่ร่มภายนอกอาคาร 6.เพื่อสนับสนุนการใช้วัสดุภายในประเทศ และวัสดุที่เลือกใช้ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยในการใช้งาน ดูแลบำรุงรักษา และทำความสะอาดห้องได้โดยง่าย 7.เพื่อเป็นมาตรฐานกลางให้กับหน่วยงานราชการและเอกชนนำไปใช้ในการจัดซื้อต่อไป

บุญพงษ์ กิจวัฒนาชัย
นายบุญพงษ์ กิจวัฒนาชัย ผอ.ศูนย์วิศวกรรมสนับสนุนต้านภัยโควิด-19 วสท. กล่าวว่า ตู้ความดันลบได้ออกแบบให้มีความปลอดภัยทางการแพทย์และวิศวกรรม ในการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั้งในและนอกสถานที่ ใช้วัสดุภายในประเทศ โดยมีขนาด 1.30 x 2.60 x 2.20 เมตร เพียงพอที่จะใส่เตียงคนไข้ ความกว้าง ประมาณ 0.60 เมตร ยาว 1.90 เมตร และเสาน้ำเกลือสูง 2.10 เมตร
หรือสามารถให้คนไข้นั่งได้ 3 ถึง 4 คน ตามระยะห่างความปลอดภัยต่อการแพร่เชื้อ ห้องมี น้ำหนักเบาและสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ใช้เวลาในการติดตั้งเพียง 15 นาที ใช้ต้นทุนประมาณ 8,500 บาท หากต่อเป็น 2 ยูนิตโดยใช้เสากลางร่วมก็จะยิ่งลดต้นทุนให้ต่ำลงอีก

สำหรับตู้ความดันลบนี้ต้องผ่านสองเงื่อนไขหลักคือความสะอาด และความดันห้อง
ในส่วนความสะอาดของห้องจะนำอากาศจากภายนอกห้องไหลเข้ามาเจือจางอากาศที่ปนเปื้อนภายในห้อง โดยใช้พัดลมดูดอากาศ ที่ด้านหัวเตียงคนไข้ในอัตราไม่น้อยกว่า 12 ครั้งต่อชั่วโมง (ACH) เพื่อนำอากาศที่เจือจางนี้ทั้งหมด (100%) ไปปล่อยทิ้งนอกอาคารในระยะห่างจากอาคารไม่น้อยกว่า 8.00 เมตร หรือปล่อยทิ้งที่หลังคาให้สูงอย่างน้อย 3.00 เมตร
โดยไม่นำอากาศที่เจือจางนี้กลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งจะต้องไม่ให้อากาศที่เจือจางนี้สามารถไหลกลับเข้ามาในอาคารได้ระบบท่อระบายอากาศทิ้งนี้ หากไม่สามารถติดตั้งให้มีระยะห่างจากอาคาร 8.00 เมตร หรือทิ้งที่หลังคาสูง 3.00 เมตรได้ ก็สามารถดัดแปลงให้ใส่เครื่องกรองอากาศประสิทธิภาพสูง (HEPA) ฆ่าเชื้อก่อนระบายทิ้งสู่บรรยากาศได้

สำหรับในส่วนความดันห้องจะรักษาระดับความดันลบภายในห้องให้น้อยกว่า 2.5 ปาสกาล(Pa) เทียบกับความดันอากาศบริเวณโดยรอบ ส่วนระดับอุณหภูมิอากาศภายนอกและภายในห้องให้แตกต่างกันไม่เกินบวกลบ 2 องศาเซลเซียส
ผลการทดสอบสมรรถนะผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มีดังนี้ 1.ความแตกต่างของอุณหภูมิของอากาศภายในห้องและภายนอกห้อง ก่อนเปิดและปิดพัดลม บวกลบไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ผลการตรวจวัด : ผ่านการทดสอบโดยวัดอุณหภูมิภายนอกและภายในห้องวัดได้ 32.4 – 32.5 องศาเซลเซียสใกล้เคียงกัน
2.การตรวจวัดการรั่วของอากาศที่รอยต่อผนังห้อง ผ่านการทดสอบโดยค่าความเร็วลมอ่านได้ศูนย์ และควันธูปไม่ไหลเข้าห้อง
3. การตรวจวัดอัตราการไหลของอากาศเพื่อระบายอากาศภายในห้องไม่น้อยกว่า 12 ACH ผลการตรวจวัด : ผ่านการทดสอบอ่านค่าได้ 147.02 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เท่ากับ 19 ACH 4. การตรวจสอบความดันลบของห้องไม่น้อยกว่า 2.50 ปาสกาล (Pa) อ่านค่าความดันลบภายในห้องได้ 8 ถึง 12 Pa
ผู้ประสงค์จะรับแบบรายละเอียด ตู้ความดันลบ สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ วสท. : www.eit.or.th หรือติดต่อได้ที่ คุณอรัญญา ขาวสุวรรณ โทรศัพท์ 0-2935-6509, 08-1914-0301 อีเมล์ : aranya @eit.or.th