เบาหวานขึ้นตา – ‘ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา’ (Diabetic Retinopathy: DR) เป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่เกิดจากโรคเบาหวานที่มี ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย

รศ.พญ.โสมศิริ สุขะวัชรินทร์ แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาและม่านตาอักเสบ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา หรือ ‘โรคเบาหวานขึ้นตา’ คือ ภาวะแทรกซ้อนทางตาที่เกิดจากโรคเบาหวานทำให้เกิดอาการตามัว

และสามารถส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้ เป็นผลจากการที่ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ โดยเกิดจากตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอ

ซึ่งอินซูลินมีหน้าที่นำน้ำตาลกลูโคสจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงาน เมื่อมีภาวะขาดอินซูลิน ทำให้มีระดับน้ำตาลค้างอยู่ในกระแสเลือดจนหลอดเลือดเกิดความผิดปกติ ส่งผลต่ออวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายรวมถึงดวงตา โดยเฉพาะที่จอตา มีการรั่วซึมของเลือดและน้ำเหลืองออกจากหลอดเลือดกระจายทั่วในจอตา หากหลอดเลือดอุดตันไม่ ไหลเวียน จะทำให้เกิดภาวะจอตาขาดเลือด มีการตายของเซลล์จอตา

อาการของโรคเบาหวานขึ้นตาโดยทั่วไปในระยะแรกผู้ป่วยมักจะไม่แสดงอาการ หรืออาจเกิดความผิดปกติในการมองเห็นเพียงเล็กน้อยจึงทำให้ผู้ป่วยละเลยในการควบคุมระดับน้ำตาล ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการและมาตรวจมักจะพบว่ามีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาเข้าสู่ระยะที่เริ่มมีผลกระทบต่อการมองเห็นแล้ว อันเป็นผลมาจากภาวะจอประสาทตาเสื่อม

ซึ่งอาการผิดปกติดังกล่าว ได้แก่ มองเห็นจุดหรือ เส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา มองเห็นภาพบิดเบี้ยว ตามัว การมองเห็นแย่ลง สายตาไม่คงที่ แยกแยะสีได้ยากขึ้น ภาพที่มองเห็นมืดเป็นแถบๆ และหากผู้ป่วย ได้รับการรักษาช้า จะยิ่งส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้

ความรุนแรงของโรคเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก หรือระยะที่ยังไม่มีเส้นเลือดเกิดใหม่ (Nonproliferative Diabetic Retinopathy : NPDR) เป็นระยะที่ผนังของเส้นเลือดที่จอตาไม่แข็งแรง ส่งผลให้เส้นเลือดโป่งขึ้น อาจทำให้เลือดหรือของเหลวรั่วออกมาในจอตา และเส้นเลือดใหญ่ที่จอตาจะเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นจนผิดปกติ รวมถึงเส้นใยประสาทของจอตาและจุดภาพชัด (Macula) อาจเริ่มมีอาการบวม ในระยะเริ่มแรกอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่หากมีการอุดตันของเส้นเลือดที่เพิ่มมากขึ้น อาจทำให้อาการรุนแรงได้

และระยะที่ 2 เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า หรือระยะที่มีเส้นเลือดเกิดใหม่ (Proliferative Diabetic Retinopathy : PDR) เป็นระยะที่เนื้อเยื่อของชั้นจอประสาทตาเริ่มขาดออกซิเจนและขาดสารอาหารไปเลี้ยง เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไม่ปกติ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน ซึ่งเส้นเลือดที่สร้างขึ้นใหม่เหล่านี้อาจไม่ได้พัฒนาอย่างเหมาะสม ทำให้มีเลือดรั่วซึมออกมาที่บริเวณ วุ้นตา (Vitreous) และอาจทำให้เกิดพังผืดเกิดการดึงรั้งจอตาซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดจอตาหลุดลอกออกจากด้านหลังของดวงตา หรือในกรณีที่เส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นไปแทรกแซงการระบายน้ำออกจากลูกตา จะส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น สร้างความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งภาพจากดวงตาไปยังสมอง และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต้อหินได้

สำหรับการรักษา แพทย์จะแนะนำให้ ผู้ป่วยควบคุมอาหารและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หากเริ่มมีอาการทางจอประสาทตาจนถึงระยะที่สอง จะรักษาด้วยการยิงเลเซอร์เพื่อกำจัดจอประสาทตาที่ตายแล้วและหลอดเลือดเกิดใหม่ ป้องกันไม่ให้อาการลุกลามมากขึ้น ส่วนกรณีที่มีอาการเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตาหรือจอประสาทตาหลุดลอก อาจจะต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ซึ่งผลของการรักษานั้นไม่แน่นอน หากผู้ป่วยที่ปล่อยให้มีอาการรุนแรงถึงขั้นนี้แล้ว มักจะพบว่าสายตาได้รับความเสียหายไปมากแล้ว

“โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตานับว่าเป็นภัยเงียบที่มากับโรคเบาหวานโดยแท้จริง ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลผู้ป่วยด้านนี้จึงแนะนำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรค เบาหวานควรหมั่นตรวจคัดกรองหาภาวะเบาหวานขึ้นตาเป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หากพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีโอกาสยับยั้งไม่ให้ลุกลามจนยากเกินจะรักษาได้” รศ.พญ.โสมศิริกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน