‘รับยาใกล้บ้าน’ตอบโจทย์ป้องโควิด – สําหรับโครงการ ‘รับยาใกล้บ้าน’ หลังสถานการณ์ระบาดของโควิด มีร้านยาและผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการมากขึ้น

โดย นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะประธานคณะทำงาน กำกับติดตามโครงการลดความแออัดใน โรงพยาบาลโดยกลไกร้านขายยาแผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด สปสช. ได้รับทราบผลการติดตามความคืบหน้าโครงการลดความแออัดในโรงพยาบาลโดยกลไกร้านขายยาแผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง หรือ โครงการผู้ป่วยรับยาใกล้บ้าน จัดทำโดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) พบว่า โครงการนี้เปรียบเสมือนยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว

กล่าวคือ สามารถลดระยะเวลารอรับยาและเวลาเดินทางได้ 37.5 นาที (22%) มีเวลาปรึกษาเภสัชกรเพิ่มขึ้น 4.5 นาที (56%) และลดความแออัดได้ (10-20%)

นอกจากนี้ ในแง่ของโรงพยาบาลและ ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการก็ทำได้เกินเป้าหมายโดยมีโรงพยาบาลเข้าร่วม 130 แห่ง จาก เป้าหมาย 50 แห่ง เกินเป้าหมายมา 2.5 เท่า มีร้านยาเข้าร่วม 1,033 แห่ง จากเป้าหมาย 500 แห่ง เกินเป้ามา 2 เท่า

นพ.สุวิทย์กล่าวว่า โครงการนี้ยังมีความท้าทายใหญ่อยู่ 3 ประเด็น คือ 1.ความครอบคลุมต่ำและการกระจายไม่ทั่วถึง 2.การสนับสนุนค่าใช้จ่ายไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และ 3.ระบบสารสนเทศยังไม่สนับสนุนการส่งต่อข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลและร้านยา ส่งผลต่อคุณภาพการบริการและเป็นภาระต่อร้านยา

ดังนั้นจึงเสนอให้ขยายการดำเนินการของโรงพยาบาลร่วมกับบริการ Telemedicine ให้เพิ่มเป็นอีก 50% ภายในปี 2564 และเป็น 100% ภายในปี 2565 เพื่อลดความแออัดของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 50% ขณะเดียวกันต้องพัฒนาระบบสารสนเทศให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโรงพยาบาล ร้านยา และ สปสช.

นพ.จักรกริช โง้วศิริ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สปสช.ตั้งเป้าในปี 2564 มีผู้ป่วย ไปรับบริการที่ร้านยาไว้ที่ 36,450 คน โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยสมัครใจเข้าร่วมโครงการแล้ว กว่า 19,625 คน และมีจำนวนครั้งที่ไปรับบริการ 29,986 ครั้ง ส่วนของประเภทโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการก็สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลดความแออัดคือ โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งประสบปัญหาผู้ป่วยแออัดมีอัตราการเข้าร่วมโครงการ มากที่สุด โดยโรงพยาบาลทั่วไปเข้าร่วมโครงการมากที่สุด 49 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 37.69% รองลงมาคือโรงพยาบาลศูนย์ 33 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 25.38%

ขณะที่รูปแบบการส่งยาที่โรงพยาบาลเลือกใช้มากที่สุด คือรูปแบบที่ 1 สูงถึง 80.77% โดยโรงพยาบาลจัดยาผู้ป่วยส่งไปที่ร้าน แล้วให้ ผู้ป่วยมารับยาที่ร้านภายใต้การแนะนำของเภสัชกรร้านยา รองลงมาคือรูปแบบที่ 2 มีสัดส่วน 13.85% โรงพยาบาลจะจัดสต๊อกยาผู้ป่วยส่วนหนึ่งมาไว้ที่ร้านยา ซึ่งคนไข้จะนำใบสั่งยาของโรงพยาบาลหลังพบแพทย์มารับยาที่ร้านยา

สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการมากที่สุด คือ กลุ่ม ผู้ป่วยอายุระหว่าง 61-75 ปี มี 7,894 คน รองลงมาคือผู้ป่วยอายุระหว่าง 46-60 ปี มี 6,280 คน ผู้ป่วยอายุ 75 ปีขึ้นไป 2,563 คน และอายุ 31-45 ปีอีก 1,644 คน

ส่วนโรคที่รับยาที่ร้านยามากที่สุด 5 อันดับแรก คือโรคเรื้อรังอื่นๆ 8,249 ราย โรคความดันโลหิตสูงและโรคเรื้อรังอื่นๆ 3,049 ราย ความดันโลหิตสูงและ เบาหวาน 2,873 ราย ความดันโลหิตสูงอย่างเดียว 2,467 รายผู้ป่วยจิตเวช 892 ราย และ เบาหวานอย่างเดียว 801 ราย

ขณะที่โรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการรับยามากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ มีผู้ป่วย รับยาที่ร้านยา 3,515 ราย โรงพยาบาลหาดใหญ่ 1,805 ราย โรงพยาบาลพระจอมเกล้า 1,128 ราย โรงพยาบาลลำพูน 963 ราย และโรงพยาบาลนครปฐม 859 ราย

“เป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนผู้ป่วยสะสมที่เข้าร่วมโครงการรับยาที่ร้านยามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดเป็นวงกว้าง ซึ่งโครงการนี้สอดรับกับนโยบายการเว้นระยะห่างทางสังคมเป็นอย่างดี การขยายผลโครงการผู้ป่วยรับยาร้านยาในปี 2564 จะนำร่องในรูปแบบที่ 3 โดยให้ร้านยาบริหารจัดการด้านยาทั้งหมดให้กับผู้ป่วย ตั้งแต่การจัดซื้อ การสต๊อกยา และจ่ายยาให้กับผู้ป่วยสร้างความมั่นใจคุณภาพยา โดยการทำงานร่วมกันทั้งโรงพยาบาลและร้านยา” นพ.จักรกริชกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน