“พ่อแม่กระทบกระเทือนจิตใจ ไม่ใช่ลูก” จริงหรือ ?
จากกรณีคุณครูทำร้ายร่างกายนักเรียนอนุบาล จนเป็นเหตุฟ้องร้องและเสนอข้อตกลงกันยกใหญ่ กระทั่งสืบเนื่องมาถึงบทสัมภาษณ์ของเจ้าของโรงเรียน นายพิบูลย์ ยงค์กมล ที่เขาได้ให้สัมภาษณ์กับทีมงานข่าวสดเกี่ยวกับมาตรการการเยียวยาเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งนายพิบูลย์ ยงค์กมล ได้กล่าวว่า “บางคนเรียกร้องเอา 2 ล้าน ผมบอกว่าเออ ตลกดี”
นักข่าว: เค้าให้เหตุผลว่าอะไรคะ
นายพิบูลย์ ยงค์กมล : เค้าไม่มีเหตุผลอะ เค้าจะเอา 2 ล้าน กระทบจิตใจเค้า พ่อแม่กระทบกระเทือนจิตใจ ไม่ใช่ลูก
นักข่าว: แล้วทางโรงเรียนตอบกลับไปว่ายังไงบ้างคะ
นายพิบูลย์ ยงค์กมล : ไม่ตอบ ถ้าให้ผมตอบก็คือผมไม่จ่าย
ถ้าเราคิดกันง่ายๆ ความรุนแรงนั้นไม่เคยส่งผลดีต่ออะไรเลย ยิ่งใช้ความรุนแรงกับเด็กที่อยู่ในช่วงวัยเริ่มจำ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญมากในการปลูกฝังทัศนคติและอุปนิสัยให้กับเด็กๆ วันนี้ทางทีมข่าวสดจะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงกับเด็กและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าโรงเรียนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่เอาไว้อบรม และหาความรู้ ยังไม่หันมาใส่ใจว่าความรุนแรงนั้นสามารถส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจเด็กมากน้อยแค่ไหน เด็กๆเหล่านี้ก็อาจเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้คุณภาพ
ความรุนแรงในเด็ก
ความรุนแรงในเด็กเกิดขึ้นได้ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงภายในครอบครัวหรือว่าสถานศึกษา ซึ่งความรุนแรงทุกรูปแบบสามารถเกิดอันตรายต่อสมองของเด็กอย่างชัดเจน ซึ่งการลงโทษเด็กด้วยการทำร้ายร่างกายเพื่อเป็นการอบรมสั่งสอนนั้น มีตั้งแต่ลงโทษระดับเบา เช่นการตีก้น การตีเด็กด้วยมือ การใช้สิ่งของตีเด็ก ไปถึงการลงโทษขั้นรุนแรง เช่น การตบศีรษะ ตบบ้องหู ตบหน้า หรือกระหน่ำตีเด็กอย่างรุนแรงๆหลายที
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเด็กที่ถูกทำโทษด้วยวิธีที่รุนแรงนั้นส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีอายุ 3-4 ปี เนื่องจากผู้ดูแลไม่มีความรู้เพียงพอในการเลี้ยงดู และยังขาดทัศนคติด้านการอบรมสั่งสอนในเชิงบวก
“รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี”
ในประเทศไทยนั้นการลงโทษโดยการทำร้ายร่างกายถือว่าเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันทั่วไปที่ทำต่อกันมาเป็นเวลานาน จนกลายเป็นสำนวนไทยที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี”
จากผลสำรวจของKnow Violence in Childhood องค์กรระหว่างประเทศที่เคลื่อนไหวเรื่องการใช้ความรุนแรงในเด็กพบว่าเด็กและเยาวชน 1 พัน 7 ร้อยล้านคน หรือคิดเป็น 3 ใน 4 ของเด็กและเยาวชนทั่วโลกนั้น เคยตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น การต่อสู้ การทารุณกรรม ความรุนแรงทางเพศ รวมไปถึงการลงโทษทางร่างกายทั้งในบ้านและสถานศึกษาอีกด้วย
ผู้อำนวยการองค์กร Know Violence in Childhood บอกว่า “การใช้ความรุนแรงเป็นพฤติกรรมที่ถูกหล่อหลอมมาจากค่านิยมและวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกมานาน ที่หลายประเทศยอมรับการทุบตีทำร้ายร่างกายเป็นการสร้างระเบียบวินัยให้ผู้คนในสังคม และยังพบว่าเด็กที่อยู่ในการสำรวจบางราย ยอมรับว่าถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจมาตั้งแต่อายุได้ 2 ขวบ”
นอกเหนือจากนี้ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับ 7 จาก 75 ประเทศที่ผู้ดูแลมีความเชื่อว่าการลงโทษแบบทำร้ายร่างกายนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการอบรมสั่งสอน ซึ่งเด็กที่ตกเป็นเหยื่อนั้นไม่เพียงแต่จะได้รับความเจ็บปวดร่างกายแค่ในช่วงเวลานั้นๆ แต่มันยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสภาพจิตใจ และอาจสืบเนื่องต่อไปจนกระทั่งพวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่ ทั้งสภาพภาวะจิตใจ วิตกจริต มีอาการหวาดกลัว ไม่ไว้ใจผู้อื่น ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง รวมไปถึงภาวะความผูกผันกับผู้คนอย่างผิดปกติ
ซึ่งเด็กที่มีประสบการณ์เป็นเหยื่อของความรุนแรงนั้นมีโอกาสที่จะเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมและการฆ่าตัวตาย ซึ่งความรุนแรงในเด็กนี่แหละเป็นสาเหตุให้เราเห็นเหตุการณ์น่าสลดหน้าข่าวอยู่บ่อยๆ เช่น ลูกฆ่าแม่ตนเอง สามีเมาเหล้าฆ่าลูกและภรรยา พ่อเลี้ยงข่มขืนลูกเลี้ยง เป็นต้น
รู้หรือไม่ว่า..การทำร้ายเด็กส่งผลเสียต่อภาคเศรษฐกิจ
เด็กที่เคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงนั้นจะมีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จได้น้อยลง เนื่องจากเด็กเหล่านั้นมีความเสี่ยงที่จะข้องเกี่ยวกับยาเสพติด ติดแอลกอฮอล์ ทำร้ายตนเอง และความผิดปกติทางจิตอีกด้วย รวมไปถึงมีความเสี่ยงต่อความล้มเหลวทางการศึกษาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
มีการคาดคะเนว่าผลกระทบที่เกิดจากความรุนแรงในเด็กนั้นมีมูลค่ามากกว่า 7 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์และโดยเฉพาะในภาคพื้นเอเชียตะวันออกซึ่งประกอบไปด้วย กัมพูชา ลาว พม่า ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ที่ความรุนในเด็กนั้นก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจถึง 209ล้านเหรียญดอลลาร์
เพราะฉนั้นความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกรณีดังกล่าวนั้น เด็กคือผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนโดยตรง ทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งแผลที่เกิดจากความรุนแรงนั้นอาจสร้างปมให้เด็กที่เงินกี่ล้านบาทก็ไม่สามารถเยียวยาได้ พูดออกมาได้ไม่กระทบเด็ก เฮงซวย!!
ขอขอบคุณที่มา worldvision.or.th








