3นวนิยายน่าอ่าน รางวัล‘ชมนาด’ – “ทุกเรื่องมีสีสันเข้มข้น ผู้เขียนสร้างตัวละครได้น่าติดตาม วางโครงเรื่องได้ดี มีหลากหลายสไตล์สะท้อนชีวิต ครอบครัว สังคม การศึกษา เศรษฐกิจ บางเรื่องตัวละครมีบาดแผล มีรอยตำหนิมากแต่น่าติดตาม บางเรื่องเน้นรูปแบบการเขียนน่าติดตามตลอด บางเรื่องสร้างปมขัดแย้งอย่างน่าอัศจรรย์ ตัวละครน่าสงสาร อ่านแล้วน้ำตาไหล เข้มข้นมาก ผลงานที่ส่งเข้าประกวดจึงต่างกันในชั้นเชิงการเขียน” นรีภพ จิระโพธิรัตน์ ประธานกรรมการรอบคัดเลือกการประกวดรางวัลชมนาด ครั้งที่ 9 (FICTION-NOVEL) กล่าวถึงผลงานของนักเขียนหญิงที่ส่งเข้าประกวดทั้ง 39 เล่ม

เรียกว่าแต่ละเรื่อง แต่ละเล่ม ฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดา วางโครงเรื่องได้ดี ร้อยเรียงได้สนุก เข้มข้น น่าอ่าน น่าติดตาม โดยคณะกรรมการคัดเลือกผลงานที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือก 8 เรื่อง ประกอบด้วย 1. คำสาปบริสุทธิ์ 2.ผาชัน เสือแค้น และคืนหนึ่ง 3.อาณาจักรที่แสงอาทิตย์ไม่เคยส่องถึง 4.หากข้ามคืนนี้ หัวใจไม่แหลกยับเยินเสียก่อน 5.รอยบาศ 6.ไผ่ลายหยก 7. ดินแดนที่ไร้รอยน้ำตา และ 8.ดอกไม้ใต้แสงตะวัน
ล่าสุด เมื่อบ่ายวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา บริษัทสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จำกัด โดย อาทร เตชะธาดา กรรมการผู้จัดการ สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ร่วมกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) จัดงานประกาศผลการตัดสินรางวัลชมนาดครั้งที่ 9 โดยคณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ให้นวนิยายเรื่อง “รอยบาศ” ผลงานของนามปากกา “จันทรังสี” โดย วิทิดา ดีทีเชอร์ รับรางวัลชนะเลิศ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เรื่อง “ไผ่ลายหยก” นามปากกา “วิญวิญญ์” โดย ณัฏฐ์ธีรตา วิทิตวิญญูชน และรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง “ผาชัน เสือแค้น และคืนหนึ่ง” นามปากกา “ดวงตา” โดย ดวงตา ศรีวุฒิวงศ์

นวนิยายเรื่อง “รอยบาศ” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ เป็นเรื่องราวของ “นิรมล” ที่ประสบอุบัติเหตุเคราะห์ร้ายตายตั้งแต่ยังสาว เพราะถูกฆ่าชิงทรัพย์ระหว่างเดินทางไปหาแฟนหนุ่ม โชคชะตาพาเธอย้อนกลับมาเกิดใหม่เป็นเด็กหญิงโบตั๋น ผู้เกิดมาพร้อมความอาภัพทุกอย่าง ไม่เคยมีใครเหลียวแล ทั้งยังต้องฟันฝ่าบททดสอบชีวิต แต่ละบททดสอบนำเธอไปพบเบาะแสบางอย่างที่เชื่อมต่อถึงนิรมล จนในที่สุดโบตั๋นพบว่าการกลับมาเกิดใหม่ของเธอนั้นมีภารกิจอยู่เบื้องหลัง
รศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร นายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ บอกว่านวนิยายเรื่อง “รอยบาศ” นำเสนอเรื่องคติความเชื่อที่อิงกฎแห่งกรรมอันเป็นพื้นฐานมาแต่เดิมของสังคมไทย ความโดดเด่นของเรื่องคือการนำเสนอวิถีชีวิตผู้คนและ สังคมรอบข้างด้วยสำนวนภาษาที่น่าอ่าน เห็นภาพพจน์ โดยใช้ภาษาเปรียบเทียบที่มีลักษณะเฉพาะตน ผู้เขียนสามารถเรียงร้อยตัวละครให้โยงถึงกันได้สัมพันธ์กัน ดำเนินเรื่องฉับไว ชวนติดตาม ทั้งยังสร้างสรรค์ตัวละครที่มีชีวิตชีวาและหลากหลายมิติ สื่อแนวคิดชัดเจน

วิทิดา ดีทีเชอร์ เจ้าของนามปากกา “จันทรังสี” กล่าวว่า “เวทีชมนาดเป็นเวทีของนักเขียนหญิง จึงขอขอบคุณแทนผู้หญิงทุกคน สังคมไทยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้น แต่บทบาทของผู้หญิงยังไม่ได้อยู่ใไจุดที่น่าพอใจ ผู้หญิงที่ได้รับโอกาสจะเป็นผู้หญิงที่มีฐานะหรือมีการศึกษาดี ถ้าไม่มีทั้งสองอย่างจะเป็นหนังคนละม้วนในสังคมบ้านเรา บทบาทของผู้หญิงในสังคมไทยยังถูกจำกัดด้วยมุมมอง ดิฉันขอความกรุณาผู้ชายทุกคนโปรดรักผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องของท่านด้วย ส่งเสริมคนเหล่านี้ให้เขามีโอกาสเช่นเดียวกับที่เรามี”
“เนื้อหาของรอยบาศเล่าเรื่องชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งตั้งแต่เกิด เด็กผู้หญิงคนนี้ผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมาย และเขาแก้ไขปัญหาด้วยความทรงจำที่เขามีอยู่ในอดีตชาติ จริงๆ แล้วดิฉันต้องการถ่ายทอดชีวิตของคนไทย โดยมีเรื่องคำพูดมาเกี่ยวข้อง เพราะว่าคนไทยผูกพันกับเรื่องเวรกรรม ‘รอยบาศ’ จึงนำเสนอชีวิตคนในสังคมไทยที่เห็นกันได้ทั่วไป” เจ้าของนามปากกา ‘จันทรังสี’ เผย

สำหรับรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 นวนิยาย เรื่อง “ไผ่ลายหยก” ผลงาน “วิญวิญญ์” โดยณัฏฐ์ธีรตา วิทิตวิญญูชน วัย 43 ปี เป็นเรื่องราวสะท้อนวัฒนธรรมประเพณีของชาวภูเก็ตเชื้อสายจีนหรือชาวบาบ๋า ผ่านมุมมองชีวิตของศรีมณี เด็กสาวที่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวยากจน ทั้งยังต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าแม่นั้นไม่เคยมอบความรักให้เธอเลย กลายเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมอยู่ภายใน เธอต้องฝ่าฟันไปเฉกเช่นไผ่ลายหยกที่ลู่ลมยามเจอพายุร้ายและยืนหยัดได้ในวันฟ้ากระจ่าง

“ความที่เป็นคนใต้ เห็นว่ายังมีวัฒนธรรมหลายๆ แง่มุมที่แม้แต่เราก็ยังต้องเรียนรู้อยู่ จึงอยากถ่ายทอดให้คนเรียนรู้มากขึ้น” ณัฏฐ์ธีรตากล่าว

มาถึง รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง “ผาชัน เสือแค้น และคืนหนึ่ง” ผลงาน “ดวงตา” โดย ดวงตา ศรีวุฒิวงศ์ เป็นเรื่องราวของผู้โดยสารหลากเชื้อชาติ หลากเผ่าพันธุ์โดยสารขึ้นดอยไปด้วยกันบนรถกระบะ ปลายทางคือหมู่บ้านเสือแค้น ซึ่งมีตำนานเสือร้ายออกคร่าชีวิตผู้คนมายาวนานหลายสิบปี ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุรถตกจากเขา โชคดีที่ทุกคนเอาชีวิตรอดออกมาได้ แต่ต้องรอความช่วยเหลือที่จะมาถึงในตอนเช้า ระหว่างนั้นทุกคนผลัดกันเล่าเรื่องราวสู่กันฟังเพื่อฆ่าเวลารอยามเช้า ทว่าในบรรดาเรื่องเล่าเหล่านั้นนำพวกเขาไปล่วงรู้ถึงความลับบางอย่างที่ไม่มีใครอยากเปิดเผย

ดวงตา ศรีวุฒิวงศ์ วัย 63 ปี บอกว่าจากประสบการณ์เมื่อปี 2525-2545 ได้ลงพื้นที่ภาคสนามทำงานวิจัยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ที่ดินบนพื้นที่สูงของชนกลุ่มน้อยที่จ.เชียงใหม่ ระยะเวลาที่ยาวนานถึง 15-16 ปี ที่ได้เห็นถึงปมปัญหาความยากลำบากในการใช้ชีวิต ความเหลื่อมล้ำที่ได้รับของคนชายขอบ ฯลฯ จึงอยากสะท้อนปัญหาเหล่านี้ออกมาให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง
โดย ปริศนา ทับดวง