เป็นแม่ไม่ง่าย – “มีปัญหากับครอบครัวแฟนเพราะเราเลือกเลี้ยงลูกไม่เหมือนใคร”

เราอยู่บ้านสามีตั้งแต่แต่งงาน อยู่กับครอบครัวของสามี พ่อตา แม่ยาย พี่น้องของสามีอีกสามคน เป็นครอบครัวที่ใหญ่พอสมควร แต่บอกตามตรงเราก็อึดอัด เพราะเราเติบโตมาในบ้านที่มีแค่พ่อแม่กับเรา เราไม่มีพี่น้องเลย

ความอึดอัดคลายตัวลงมาก เมื่อน้องชายสามีแต่งงานพาสะใภ้เข้ามาอีกคน พ่อแม่สามีเริ่มเห็นว่าบ้านคับแคบ เราได้โอกาสคุยกับสามีเรื่องไปหาบ้านอยู่เอง ตอนแรกเราก็คิดว่าคงเป็นเรื่องยาก ปรากฏว่าสามีเราเห็นด้วย ประจวบเหมาะกับตอนนั้นพ่อผัวแม่ผัวเกษียณทั้งคู่ ความที่พวกเขาต้องอยู่บ้านแทบทั้งวันกับการหากิจกรรมทำ กลับต้องการพื้นที่ในบ้านมากขึ้น เมื่อเรากับสามีอยากย้ายออก เค้าสองคนจึงเงียบๆ ในตอนแรก

ย้ายออกมาไม่ถึงสองเดือนเราก็ตั้งท้อง เราทำงานจนวันคลอดเรายังไปทำงานเลย กลับบ้านมาดึกๆ น้ำก็เดิน สามีพาไปโรงพยาบาลที่ฝากท้องไว้แล้วก็คลอดคืนนั้นเลย

คลอดเวลาที่เราตั้งท้องพ่อแม่สามีแทบไม่มายุ่งกับเราเลย มีแต่พ่อแม่เราเท่านั้นที่มาหา แต่พอเราคลอดเท่านั้นแหละ แม่สามีก็มาแทบทุกวันเว้นวัน สั่งโน่นนี่ วุ่นวายกับเรามาก ตั้งแต่การบังคับให้เราอยู่ไฟ ให้เรากินนั่นกินนี่ แล้วก็ยุ่งกับลูกเราตลอด ตอนแรกตั้งใจลาคลอดเดือนเดียว แต่พอเห็นพฤติกรรมแม่สามีที่มาวุ่นวายกับการเลี้ยงลูกเราที่เราไม่ปลื้มมากเช่น การชอบแอบให้น้ำลูกเราดื่ม ทั้งๆที่หมอบอกไม่ต้อง ลูกเรากินนมแม่อยู่แล้ว ถึงไม่กินก็ไม่มีความจำเป็นเลย แต่แม่สามีชอบแอบให้ พอเราเห็นบอกห้ามแก แกก็เถียงว่า ผู้ใหญ่ยังต้องกินน้ำเลย ทำไมเด็กถึงไม่ต้องกิน

แกวุ่นวายแทบทุกเรื่องในบ้าน ตั้งแต่การวางข้าวของ การจัดบ้าน ทั้งๆที่ก่อนหน้าตอนอยู่ด้วยกัน แกไม่เคยเป็นแบบนี้ เราเองแปลกใจมาก พอเราบอกสามีขอลาออกจากงานที่ทำบริษัทนี้มาสิบปี เพื่อมาเลี้ยงลูกเองจนกว่าลูกเราจะโต สามีกลับไม่ขัดอะไรเลย

นั่นแหละที่แม่สามีเริ่มยุ่งวุ่นวาย เดือนที่สองลูกเรก็อายุแค่สองเดือนใช่ไหม แต่แกพยายามจะป้อนกล้วยให้ลูก เราไม่ยอมให้ลูกห่างจากอกเราเลย ทีนี้เลยกลายเป็นปัญหาระหว่างเรากับแม่สามี สุดท้ายทะเลาะกัน แม่ผัวงอน ไม่มายุ่งกับลูกเราและเราอีกเลย พูดไปก็ดีใจ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกผิดที่ทำให้แม่ลูกเขามีปากเสียงกัน เพราะสามีเข้าข้างเรา เขาเห็นด้วยกับวิธีที่เราเลี้ยงลูกทุกอย่าง

นั่นแหละทีเราจะบอกว่าเราโชคดีที่มีสามีที่ดี เรื่องที่เราให้ลูกเราเข้าโรงเรียนช้า ก็พาให้แม่สามีที่หลังจากนั้นพอแกหายงอน แกมาเยี่ยม เราก็ขอโทษ ยกมือไหว้แก แกก็เป็นผู้ใหญ่พอ ไม่ทำบึ้งตึงใส่ พูดกับเราเหมือนไม่เคยทะเลาะกัน

แต่เรื่องลูกเราไม่เข้าโรงเรียนเสียที ทั้งๆที่สามขวบก็แล้ว สี่ขวบก็แล้ว จนห้าขวบก็แล้ว แม่สามีดูเหมือนไม่พอใจ ไม่ชอบเอามากๆ แกบอกว่ากลัวหลานจะโง่

คือเราเห็นว่าไม่จำเป็นต้องรีบให้ลูกเข้าโรงเรียน ลูกอยู่บ้านอยากทำอะไรเราก็ให้ทำ อยากเล่นทราย ก็ซื้อทรายแบบที่เขาให้เด็กเล่นมากองในกระบะใหญ่ๆ ลูกเดินผ่านวงดนตรีคนตาบอดริมถนน ลูกหยุดดู กลับมาบ้านเขาบอกอยากตีกลอง เราก็คิดว่าเขาแค่อยากแบบว่าเอาสนุก แต่ไม่ เขาเอาถังมาเรียงแล้วตีเล่นทุกวัน เราเลยถามว่าอยากตีกลองแบบที่เห็นคนตาบอดตีไหม ลูกบอกอยาก เราก็พาไปเรียนที่โรงเรียนสอนดนตรีใกล้บ้านเลย

ปรากว่าลูกสนุกมาก อยากไปเรียนทุกวัน จนเราต้องซื้อกลองชุดให้ลูกตีที่บ้าน ตอนนั้นห้าขวบเองนะ กลัวเสียงดังหนวกหูเพื่อนบ้าน ก็จ้างเขามาทำห้องเก็บเสียง ทุกวันนี้กลายเป็นห้องเกมของเขาไปล่ะ

พอเขาอยากวาดรูป เราก็ให้วาด อยากเรียนวาดรูปกับครูก็พาไปเรียน ทำนองว่าลูกอยากทำอะไรที่ไม่เป็นอันตรายต่อเขา เราให้ทำหมด ขี่จักรยาน เล่นสเก็ต เราว่าพื้นฐานพวกนี้สำคัญต่อเขา มันปลูกฝังให้เขามีความเป็นตัวของตัวเอง มีความมั่นใจในชีวิต ตัดสินใจได้ถูกต้องในทุกเรื่อง

กลับมาที่เรื่องพวกนี้ก่อน พอเราให้ลูกทำอะไรมากก็กลายเป็นตามใจลูกจนเกินไปในสายตาพ่อตาแม่ยาย แม้แต่แม่เราแท้ๆ ก็พูดอย่างนี้ แต่เราก็คิดว่า เราไม่ได้ตามใจลูกนะ มีกติกา มีกฎเกณฑ์ในชีวิตที่เราว่าเด็กทุกคนต้องมี เช่น ระเบียบวินัยในบ้าน ยกตัวอย่าง นอนดึกได้ เฉพาะคืนวันศุกร์กับคืนวันเสาร์ ดึกนี่ก็คือ ตามใจเขา แต่ไม่เกินสี่ทุ่ม ปกติเราให้นอนตอนสองทุ่ม แค่ใกล้เวลาเขาก็ง่วงของเขาแล้ว แต่คืนดึกของเขาก็คือได้เล่นเกม ได้เล่นสนุกกับพ่อกับแม่ เกมก็คือ การละเล่นที่เราคิดกับลูก พ่อเขาก็มาเล่นด้วย อย่างขี่ม้าส่งเมือง ที่เราเล่นตอนเด็กๆ เราก็มาสอนให้ลูกเล่นด้วย เพียงแต่เราเล่นในห้อง ในบ้าน บางคืนก็เล่นพวกบอร์ดเกม บางคืนก็เล่นเกมมือถือ เกมมือถือที่เล่นก็พวกเกมทางการศึกษา พวกเกมออนไลน์ทั่วไป เราให้เขาเล่นก็ตอน 8 ขวบแล้ว บางคืนดึกที่ว่าก็นั่งดูหนังกับพ่อกับแม่ ห้องที่เราว่านั่นแหละ เป็นห้องกลางที่เราใช้ทำกิจกรรมร่วมกัน

เราให้ลูกเข้าโรงเรียนช้ากว่าเด็กคนอื่นค่ะ ห้าขวบค่อยเรียนอนุบาล เรียนสองปีก็เรียนป.1 มีแต่คนบอกว่าช้าไป แต่เราไม่สนใจ อยากให้เขาได้อยู่กับวัยเด็กนานๆ เขามีความสุขเวลาอยู่กับบ้าน ได้เล่นของเล่นที่เขาชอบ ได้เล่นกับเด็กคนอื่นๆ ตอนเย็นๆ เราแทบไม่สอนหนังสือเขาเลย แต่พอเขาเรียนป.1 ก็ช้าแค่เทอมแรก พอเข้าที่เขาก็ทันเพื่อน ไม่เห็นต้องท่องสูตรคูณตั้งแต่ 4 ขวบ ให้หัดอะไรยากๆ เกินวัยไปตั้งแต่เล็ก เราเลี้ยงลูกค่ะ ไมได้ ตั้งคณะละครสัตว์ เราคิดแบบนี้ ทุกวันนี้ลูกอายุ 20 แล้ว เป็นปกติทุกอย่าง ดีกว่าทุกคนตรงอีคิวของเขา เขาเป็นคนอารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี เพื่อนรัก ครูรัก คนรอบข้างรัก ตั้งแต่เล็กไม่เคยมีปัญหาเรื่องแกล้งเพื่อน ก้าวร้าว อะไรเลย เข้ากับทุกคนได้ดี

เรื่องอีสปอร์ตที่เขาชอบและทำได้ดี ก็มาจากทีเราไม่ห้าม พอเขาสนใจมากตอนอายุ 10 ขวบเราก็นึกว่าเหมือนการตีกลอง เหมือนอย่างอื่นที่เขาชอบมาก่อน เราไม่ห้าม นักกีฬาอีสปอร์ตคนอื่นนี่เล่นกันมาตั้งแต่ 4-5 ขวบ ลูกเราถือว่าช้ามาก แต่ลูกเราพอเขาสนใจอะไรก็จริงจัง จนตามทันคนเก่งๆ หมด

ทุกวันนี้เขาก็ยังเรียนด้วย ไม่เคยทิ้ง แม้การเล่นกีฬา การแครสเกม การเป็นยูทูบเบอร์จะนำรายได้มาให้เขาเยอะแยะ แต่ลูกก็ยังเป็นคนเดิม พ่อแม่ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว มีแต่ส่งเสริมในสิ่งที่ลูกรักลูกชอบ นี่แหละหลักที่เราคิดและใช้เลี้ยงลูกและใช้ในการดำเนินชีวิต #

ขึ้นหนึ่งค่ำ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน