เป็นแม่ไม่ง่าย – ลูกเราทุกคนผลการเรียนออกมาจนใครๆ บอกว่าเรียนเก่ง เราไม่ได้โอ้อวดหรือเห็นตามที่ใครพูดกัน เราว่าเราก็เลี้ยงลูกเหมือนที่คนอื่นเลี้ยงกัน ทุกวันนี้คนโตเขาเรียนจบ เป็นหมอ ว่าไปเป็นอาชีพที่เหนื่อย หนักหนาสาหัส ต้องเสียสละเวลาส่วนตัวเอามากๆ กว่าจะได้เป็นหมอจริงๆ นั่งรักษาคนไข้ ก็อายุยี่สิบปลายๆ แล้ว ชีวิตส่วนตัวที่ผ่านมาไม่เหมือนคนอื่น แต่ลูกเราเขาเลือกเอง เขามีความสุขที่ได้ทำแบบนี้ ลูกคนอื่นๆ ก็เหมือนกัน

ตั้งแต่พวกเขาสามคนเป็นเด็ก บ้านเรารักการอ่านหนังสือกันทุกคน มีเวลาว่างหรือไม่มีเวลาว่างก็ตาม ทุกคนทั้งปู่ย่า พ่อแม่ ทุกคนอ่านหนังสือกันหมด อ่านทุกประเภทไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือวิชาความรู้ มังงะ นิยาย บ้านเรามีครบหมด อ่านแล้ว หากใครบางคนตั้งคำถาม เกิดประเด็นก็นั่งถกนั่งเถียงแย้งกัน สนับสนุนกันเป็นที่สนุกสนาน เราเองมาคิดเอาตอนเขาโตแล้วว่า ลูกเราที่ใครว่าเรียนหนังสือเก่งกันทุกคน (ลูกเราสามคน เป็นหมอ วิศวะและนักข่าว) ย้อนดูน่าจะมาจากอะไรบ้าง เมื่อถามเรามา เราก็นั่งสรุป ได้มาเป็นข้อๆ เผื่อใครจะลองเอาปรับใช้ได้บ้าง

คือ 1. ไม่อ่านตำราเรียนเพียงอย่างเดียว อ่านอะไรก็ได้ การอ่านเหมือนพื้นฐานของการใช้ชีวิตเลยนะ เราว่า พูดไปไม่มีหนังสือเล่มไหนที่อ่านแล้วไร้ประโยชน์ สิ่งที่ตามมาสำหรับการอ่านหนังสือก็คิด นั่งถก นั่งคุยกัน แม้แต่การจดประเด็นของเรื่องลงสมุดก็มีประโยชน์ เราเคยได้อ่านคำของนักเขียนคนหนึ่งบอกว่า การเขียนคือการทำความเข้าใจกับความคิดตัวเอง การเขียนหรือจดสิ่งที่เราคิด เรารู้สึกมันมีประโยชน์อย่างเขาว่าจริงๆ มันคือการทบทวนความรู้ ความคิดและเข้าใจสิ่งที่เราอ่าน บางทีกระบวนการความคิดจะเพิ่มเติมและแทรกเข้ามาเสมอในระหว่างการเขียน

2. ลูกเราไม่กลัวที่จะถามและชอบตั้งคำถาม ไม่ว่ากับใคร ครูที่โรงเรียน พ่อแม่ ปู่ย่าตายายหรือใครก็ตาม เมื่อสงสัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็จะถาม และกล้าตั้งคำถามกับทุกเรื่อง

3. ลูกชอบทำการบ้าน หาความรู้เองนอกเหนือจากที่ครูสั่งมาตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนมหาวิยาลัยก็อ่านก่อนเข้าฟังอาจารย์บรรยาย หนังสือเรียนเล่มหนึ่ง ลูกเราไมได้ใส่ใจแค่เล่มนั้น แต่จะหาอ่านที่เกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะบรรณานุกรมท้ายเล่มที่ผู้เขียนหรืออาจารย์ที่สอนใช้เป็นการอ้างอิงเขียนตำรา ลูกเราสามคนหามาอ่านหมด เวลาอ่านพวกนี้มันก็จะพาไปสู่เล่มอื่นๆ อีก ทำให้ได้รับความรู้มากและไกลเกินว่าวิชาที่เล่าเรียน

4. ตั้งแต่เด็กแล้ว เวลาทำข้อสอบผิด ก็จะหาให้ได้ว่าผิดตรงไหนและทำความเข้าใจเพิ่มเติม ลูกเราชอบข้อสอบปรนัยมากกว่าอัตนัย เพราะได้อธิบายความคิดและได้แสดงความเห็น

5. อีกอย่างที่ทุกคนมักจะลืมไปก็คือ การติวให้เพื่อนคนอื่น เพราการติวเสมือนการทำความเข้าใจว่าเรารู้ เราเข้าใจถูกไหม เราผิดไหน ตรงไหนต้องหามาเพิ่มเติมและเป็นการเรียบเรียงความคิด ความรู้ให้เป็นระบบด้วย

6. เราเห็นลูกเราคนโตชอบฝึกหัดตัวเอง ด้วยการคิดว่าอยู่ในห้องสอบ แล้วใช้ข้อสอบเก่า หรือเขียนคำถามขึ้นเองแล้วหัดทำ เหมือนการจำลองสถานการณ์การทำข้อสอบให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด น้องคนต่อมาก็เอาวิธีการของพี่คนโตไปใช้ แล้วพวกเขาก็บอกว่าได้ผล

7. วิธีจดคำบรรยายในการเรียนไม่ว่าระดับไหน ลูกเราไม่ได้จดเป็นข้อความยาวๆ เขามักสรุปสั้นๆ ภายใต้ใจความสั้นๆ นั้นเขาก็ทำความเข้าใจว่ามันคืออะไร หลายครั้งก็วาดภาพแทนข้อความพวกนั้นด้วยซ้ำ เขาบอกว่ามันดีกว่าการจำเสียอีก หนังสือเรียนของลูกเราไม่มีรอยปากกาไฮไลท์เลย

8. ลูกเราจับประเด็นเก่ง เร็วและแม่นยำ เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ทั้งหมดเกิดจากฝึกหัดตั้งแต่เล็ก เรามักถามลูกเราตั้งแต่ก่อนเขาจะอ่านหนังสือออกด้วยซ้ำ อย่างอ่านนิทานจบก่อนนอน ก็มักจะถามลูกว่าเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ก่อนจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นด้วยซ้ำ มันเป็นการฝึกให้ลูกจับประเด็น

9. ลูกชอบแสวงหาความรู้ ไม่ว่าจะหนังสือ ภาพยนตร์ เพลง ฯ หลังจากดู อ่าน ฟัง พวกเขาก็เสาะแสวงหาเรื่องราวที่สนใจต่อไปเอาเอง พวกคำพูดของตัวละครที่สะดุดใจ เนื้อหา เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนัง อย่างเช่น ตอนเด็กๆ ดูหนังแผ่นดินไหว หนังจบเขาก็ไปหาความรู้จากห้องสมุด จากที่อื่น ถามคนนั้นคนนี้ว่าแผ่นดินไหวเกิดจากอะไร เป็นอย่างไร หรือดูหนังเกี่ยวกับจรวด ยานอวกาศ เกี่ยวกับดวงดาว อะไรแบบนี้ เขาก็สนุกที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม หรือเพลงบางเพลงฟังแล้วชอบ ก็ไล่ฟังไปยังเพลงแนวเดียวกัน สนใจว่าเพลงแนวนี้มีที่มาอย่างไร ที่เขาว่ากันว่าเพลงนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร คืออะไร เขาก็ตามต่อไปจนสุด จนพอใจ จนได้รับคำตอบที่พอใจ อะไรแบบนี้

หวังว่าคงมีประโยชน์ เอาไปปรับใช้ได้บ้าง #

ขึ้นหนึ่งค่ำ

คุณแม่ท่านหนึ่ง กรุงเทพมหานคร
ภาพ pixabay

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน