เทศกาลกินเจประจำปี 2564 ตรงกับวันที่ 6 ตุลาคม – 14 ตุลาคม 2564 รวมเป็นเวลา 9 วัน ซึ่งทุกท่านสามารถเริ่มล้างท้องทานได้ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม

ความหมายของการทานเจ หมายถึงการรักษาศีล ปฏิบัติธรรมทั้งกาย วาจา และใจ ไม่ใช่เพียงการทานอาหารที่ปรุงโดยปราศจากเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์เท่านั้น

ซึ่งนอกจากได้สร้างบุญสร้างกุศลและชำระล้างจิตใจแล้ว การทานอาหารเจยังประโยชน์ในแง่เรื่องสุขภาพ ไม่ว่าจะควบคุมน้ำหนัก ขับล้างสารพิษ สารเคมี และของเสียที่สะสมภายในร่างกาย ดังนั้น ทีมข่าวสดขอเสนอเคล็ดไม่ลับการเตรียมตัวทานอาหารเจอย่างไร เพื่อสุขภาพที่ดีต่อตนเอง

1. วิธีการล้างท้องก่อนทานอาหารเจ คือการปรับการทานอาหาร เพื่อเตรียมตัวชะล้างเนื้อสัตว์หรืออาหารคาวต่าง ๆ ที่ตกค้างอยู่ในร่างกายออกให้หมด โดยนิยมล้างท้องก่อนทานอาหารเจประมาณ 1 – 2 วัน ซึ่งสามารถควรเริ่มปรับทีละน้อย ๆ โดยทานเนื้อปลาและโปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้ขาว, เห็ด, งา, ธัญพืช และถั่วต่าง ๆ เพื่อให้ระบบย่อยอาหารเริ่มปรับตัว

2. เลือกอาหารเจที่ครบ 5 หมู่ ถึงแม้ว่าหัวใจหลักของการทานเจคือ ไม่ทานเนื้อสัตว์ แต่ร่างกายยังคงทำงานตามปกติและต้องการคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เพื่อป้องกันการมิให้การก่อกุศลในเทศกาลทานเจผิดพลาดจึงไม่ควรทานอาหารเมนูที่ซ้ำกันหลายครั้ง เพราะเสี่ยงทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร

อีกทั้งยังควรปรุงอาหารด้วยตนเองเพื่อความสดใหม่และสามารถคำนวณคุณค่าทางสารอาหารครบถ้วนในปริมาณที่พอเหมาะของแต่ละวันได้

3. ระวังส่วนผสมต่าง ๆ ที่ทำจากสัตว์ อย่างที่รู้กันดีว่าการกินเจจะต้องงดเว้นการทานเนื้อสัตว์ เนื่องตามความเชื่อของจีนที่ว่า ก่อนตายสัตว์จะมีอาการตกใจกลัว เมื่อเรากินเนื้อสัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งส่วนผสมที่ทำมาจากสัตว์ เช่น นม, เนย, น้ำมัน, ไข่, เลือด, กะปิ, น้ำปลา, น้ำผึ้ง, ชีส, เครื่องปรุงรส หรือน้ำซุปที่ไม่มีเนื้อสัตว์

เมื่อทานอาหารเหล่านี้เข้าไปอาจทำให้เรามีบาปติดตัวไปด้วย เพื่อละเว้นการปนเปื้อนของอาหารและเบียดเบียนสัตว์จึงควรอ่านฉลากอย่างถี่ถ้วน นอกจากนี้ เราขอแนะนำให้ระมัดระวังการได้รับปริมาณโซเดียมเกินมาตรฐานจากอาหารเจสำเร็จรูป โดยโซเดียมที่ร่างกายต้องการนั้นมีปริมาณไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

4. ห้ามทานผักที่มีกลิ่นฉุนทุกชนิด ตามความเชื่อของจีนผักที่มีรสหนัก มีกลิ่นฉุนรุนแรง หรือ ส่งผลทำให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานหนักและมีพิษที่ทำลายพลังธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย

  • กระเทียม มีผลต่อระบบธาตุไฟอาจไปทำลายการทำงานของหัวใจได้ ซึ่งผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร หรือโรคตับ ไม่ควรรับประทานกระเทียมมาก
  • หัวหอมทุกชนิด มีผลกระทบต่อระบบธาตุน้ำ ซึ่งจะเข้าไปทำลายการทำงานของไต
  • หลักเกียวหรือกระเทียมโทนจีน จะส่งผลต่อระบบของธาตุดิน ทำให้ทำลายการทำงานของม้าม
  • กุยช่าย ตามความเชื่อจีนจะส่งผลกระทบต่อธาตุไม้ ทำให้ตับทำงานแย่ลง
  • ใบยาสูบ ไม่ว่าจะเป็นยาเส้น บุหรี่ หรือของเสพติดมึนเมา มีผลต่อการทำงานของปอด

5. หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ตามความเชื่อของชาวจีน อาหารรสจัดไม่ดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะรสเผ็ดมาก เค็มจัด หวานมาก และเปรี้ยวจัด เพราะจะทำให้ร่างกายทำงานหนักมากขึ้นหรืออาจเข้าไปทำลายสุขภาพ เช่น ทานเผ็ดมากอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร ทานหวานจัดอาจเสี่ยงเพิ่มน้ำตาลในเส้นเลือดสูง หรือทานเค็มมากจะส่งผลเสียต่อไต เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างช่วงเทศกาลเจทำให้ไม่สามารถรับไอโอดีนจากสัตว์ทะเลได้มากพอ เราขอแนะนำให้ปรุงอาหารด้วยเกลือไอโอดีนหรือซอสปรุงรสเสริมไอโอดีนในปริมาณที่พอเหมาะทุกครั้ง เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย

6. แยกจานและอุปกรณ์เครื่องครัวในการทำอาหารเจ เพราะชาวจีนเชื่อว่าการใช้ภาชนะใส่อาหารคาว ซึ่งชาวจีนจะเรียก ชอ นั้น ไม่ควรนำมาปะปนกับอาหารชนิดอื่น ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีน้ำยาล้างจานที่ช่วยล้างขจัดคราบสิ่งสกปรกแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการใช้ภาชนะผิดและป้องกันการปนเปื้อนจนเสี่ยงเจแตก แต่ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ไม่ได้เคร่งครัดเป็นพิเศษ ก็สามารถทานเจตามปกติได้

7. เลือกชงกาแฟเอง การชงหรือดิปกาแฟดื่มเองสามารถป้องกันการเติมนม ครีมเทียม หรือเมล็ดกาแฟคั่วเนยได้ อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้ทุกท่านมองหากาแฟที่มีส่วนผสมของกาแฟ 100 เปอร์เซ็นต์พร้อมอ่านฉลากส่วนประกอบอย่างละเอียด เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการเลือกกาแฟสำเร็จรูป

8. ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากการงดบริโภคเนื้อสัตว์แล้ว ตลอดช่วงเทศกาลทานเจ ผู้ที่ถือศีลกินเจต้องงดสิ่งมึนเมาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, เหล้า, เบียร์, ไวน์ รวมทั้งงดสูบบุหรี่ ใบยาสูบ และใบกัญชง เป็นต้น

9. ต้องประพฤติชอบทั้งกาย วาจา และใจ ผู้ที่ถือศีลกินเจต้องประพฤติตามศีล 5 เช่น ไม่ฆ่าสัตว์, ไม่ก่อกรรมทำชั่ว, ไม่พูดปด, มีสติสัมปะชัญญะอยู่กับตัว และไม่ปฏิบัติตนผิดไปจากหลักศีลธรรมอันดี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน