สสส.มุ่งยกระดับงานลดมลพิษสิ่งแวดล้อม ผุด ‘ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ’ ดึงภาครัฐ-เอกชน-ประชาสังคม มีส่วนร่วมหนุนงานวิชาการ ปรับลดพิษสิ่งแวดล้อมกระทบคนไทยตรงจุดเพราะมลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของคนไทยมาเป็นเวลายาวนาน เป็นต้นเหตุสำคัญที่กระตุ้นให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ คิดเป็น 3 ใน 4 ของสาเหตุเสียชีวิตของคนไทย โดยตัวการสำคัญของมลพิษทางอากาศในเมืองไทยก็คือฝุ่น PM2.5 ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดให้จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง

เหตุที่ประเทศไทยมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานนั้น มาจากแหล่งกำเนิด 3 อย่าง เริ่มจากแหล่งกำเนิดโดยตรง ได้แก่ การเผาไหม้ในที่โล่ง การจราจร และขนส่ง โรงงานไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม การเผาเชื้อเพลิง ส่วนแหล่งกำเนิดที่สองเรียกว่าแหล่งกำเนิดทางอ้อม ได้แก่ ฝุ่นทุติยภูมิเกิดจากก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ รวมตัวกับสารประกอบแอมโมเนีย แอมโมเนียไนเตรด แอมโมเนียซัลเฟต และแหล่งกำเนิดที่สามคือมลพิษข้ามพรมแดนที่พัดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จึงค่อนข้างซับซ้อน จำเป็นต้องได้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย 2564 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ถือโอกาสประกาศยกระดับงานลดมลพิษสิ่งแวดล้อม เป็น 1 ใน 7 เรื่องสำคัญต้องเร่งแก้ปัญหา พร้อมเปิด ‘ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ’ ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ภายใต้มาตรการการจัดงานตามหลักเกณฑ์การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวถึงเหตุผลสำคัญของการเปิดศูนย์ว่า มลพิษทางอากาศและวิกฤตฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่ถูกยกระดับอย่างต่อเนื่อง แม้ว่า สสส.ได้ขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ปัญหานี้มา 10 ปีแล้ว แต่จากการวิเคราะห์ปัญหาในทศวรรษหน้าพบว่า เรื่องของมลพิษทางอากาศถูกชี้ให้เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ จำเป็นต้องยกระดับการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบสุขภาพจากมลพิษสิ่งแวดล้อม ให้เป็น 1 ใน 7 เรื่องที่กำหนดไว้ในทิศทางและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระยะ 10 ปี (พศ. 2565-2574)

“สสส.จัดตั้ง ‘ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ’ (ศวอ.) โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เนื่องจากเป็นทุกศาสตร์ที่เกี่ยวข้องที่ต้องมีการรวบรวมและให้เป็นแหล่งพัฒนาดาต้าเบสซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศของไทยในอีกหลายปีข้างหน้า นอกจากงานวิชาการแล้วก็ต้องเชื่อมโยงกับภาคสังคม นโยบาย จึงต้องหานักวิจัย ทำยุทธศาสตร์การวิจัย เก็บข้อมูลที่จะนำมาใช้ ก่อนเชื่อมโยงไปถึงภาคสังคมที่จะสื่อสารในวงกว้าง เพื่อช่วยขับเคลื่อนการปฏิบัติลงไปถึงรากหญ้า พร้อมๆ กับเชื่อมโยงถึงความสำคัญของนโยบาย”

ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจัดตั้งขึ้นภายใต้สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ชาติวุฒิ วังวล ในฐานะผู้อำนวยการสำนัก 2 ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากมีผู้เสียชีวิตจากโรคที่มีสาเหตุมาจากมลพิษทางอากาศแล้ว ยังมีตัวเลขจากกรมอนามัยว่า ประชากร 38 ล้านคนอยู่บนพื้นฐานการใช้ชีวิตของค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกินมาตรฐาน ในจำนวนนี้มีกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถเข้าถึงการจัดการเรื่องความปลอดภัย เช่น การขาดหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพ เป็นเสียงเตือนที่บอกถึงการต้องเร่งสปีดกระบวนการจัดการปัญหา

“บทบาทของเราคือการพัฒนานวัตกรรมการสร้างรูปแบบการทำงานแบบใหม่ ที่ผ่านมามีแฟลกชิพอย่าง ‘ห้องเรียนสู้ฝุ่น’ ที่กำลังขยายไปทั่วประเทศ สนับสนุนสภาลมหายใจ 8-9 จังหวัดในภาคเหนือเพื่อให้มีภาคประชาสังคมที่สามารถจัดการปัญหาในบริบทที่เขาเข้าใจ เพื่อยกระดับไปสู่ภาคนโยบายและผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัด เราผลักดันเครือข่ายอากาศสะอาด ร่วมพัฒนา พรบ.พัฒนาอากาศเพื่อสุขภาพ พัฒนาการขับเคลื่อนงานต่างๆ และทำงานสอดคล้องกับ พรบ.ป่าชุมชน เพื่อให้คนในป่าอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อว่า จะไม่เผาบ้านของตัวเอง หากบ้านนั้นคือป่าที่สามารถใช้ชีวิต สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้”

รศ.วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ อธิบายรูปแบบการทำงานของศูนย์ฯ ว่า จะรวบรวมและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อขับเคลื่อน สื่อสาร ชี้นำสังคม และเสนอมาตรการนโยบายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ภายใต้วัตถุประสงค์ 4 ข้อ ได้แก่ จัดตั้งศูนย์วิชาการที่รวบรวมนักวิชาการเพื่อร่วมกันหาวิธีแก้ไขปัญหา พัฒนานวัตกรรม สื่อสารเผยแพร่ไปสู่สังคมและกลุ่มเป้าหมาย และการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน

“เป้าหมายที่วางไว้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือการควบคุมแหล่งที่มาของมลพิษ ได้แก่ มลพิษจากการจราจร ขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม การเผาในที่โล่ง เกษตรกรรมและไฟป่า รวมถึงมาตรฐานการจัดไอเสียรถยนต์ทั้งยูโร 5 และยูโร 6 ปรับปรุงมาตรฐานน้ำมันไปถึงมาตรฐานจากไอเสียอุตสาหกรรม ส่วนที่สองเป็นการจัดการบริหารมลพิษ มีการควบคุมมลพิษเชิงพื้นที่ อย่างกรุงเทพฯ ก็มีความแตกต่างจากภาคเหนือกับภาคอีสาน ต้องทำความเข้าใจว่ามลพิษเกิดจากแหล่งกำเนิดอะไร ลำดับความสำคัญแล้วก็ลงไปจัดการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”

ในวันนั้นยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรภาคีเครือข่ายมาร่วมเสวนาในหัวข้อ ‘ฝุ่น PM2.5 กับผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และบทบาทของภาคประชาสังคม และภาครัฐ’ และมีหนึ่งในภาคีที่ทำงานร่วมกับ สสส. อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่องก็คือกรมควบคุมมลพิษ โดย พันศักดิ์ ถิรมงคล ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง เล่าถึงการบริหารจัดการเชื้อเพลิงเพื่อลดฝุ่นละอองจากการเผาว่า รัฐบาลให้ความสำคัญและยกระดับปัญหาของฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ปี 2562

จากนั้นก็มีการจัดการแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเข้า ครม. โดยในปีต่อมาเป็นจุดเริ่มต้นแก้ไขปํญหาพร้อมกับทำ After Action Review ทุกปีอย่างต่อเนื่อง ระหว่างนั้นก็มีแผนเฉพาะกิจแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองซึ่งให้ความสำคัญกับการจัดการเชื้อเพลิง เช่น การบังคับใช้เชื้อเพลิงมาตรฐานยูโร 5 ในปี 2567

“ในการทำ After Action Review พบว่า การเผาในที่โล่งคือแหล่งกำเนิดสำคัญของฝุ่น PM2.5 ในการลดการเผาจำเป็นต้องมีเครื่องมือ นำมาสู่การพัฒนาแอปพลิเคชั่นและการจัดทำโครงการต่างๆ เป้าหมายแรกคือลดการเผาในที่โล่ง ซึ่งแบ่งออกเป็นการบริหารจัดการเชื้อเพลิง ได้แก่ ‘โครงการชิงเก็บ ลดเผา’ และ ‘ระบบบริหารการเผาในที่โล่ง (Burn Check)’ ทั้งนี้ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงแบบครบวงจรโดยใช้แอปพลิเคชั่นนั้น จำเป็นต้องมีผู้สนับสนุนในเรื่องทุนก็คือ สสส. และต่อไปกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็น End User ต้องนำเครื่องมือนี้ไปใช้บริหารจัดการเผาในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดหรืออำเภอ”

เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสาระสำคัญจากในงานและความร่วมมือจากภาครัฐซึ่งยังมีอีกหลายองค์กรที่พร้อมจะทำงานขับเคลื่อนการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เพื่อลดปัญหามลพิษอากาศที่ส่งผลกระทบสุขภาพคนในประเทศ หน่วยงานหรือผู้ที่สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก CCAS.EEAT

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน