ในสภาวะฉุกเฉิน ที่จำนวนผู้ป่วยมากกว่าจำนวนเตียงในโรงพยาบาล การกักตัวเพื่อสังเกตุอาการที่บ้านจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ กรมการแพทย์จึงได้ออกแนวทางการแยกกักผู้ป่วย COVID-19 ในชุมชน (Home Isolation) เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อในชุมชน
การกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) เหมาะสำหรับผู้ป่วยประเภทไหน
- ผู้ป่วยที่เพิ่งตรวจพบว่ามีการติดเชื้อและเป็นผู้ป่วยสีเขียว คือ เป็นกลุ่มที่ไม่แสดงอาการ ไม่มีโรคประจำตัวที่จัดอยู่ในโรคกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยที่มีอาการน้อยและยังสามารถหายใจเองได้ ไม่มีอาการหายใจเร็ว หรือหายใจลำบาก ไม่มีอาการหายใจเหนื่อย ไม่มีอาการปอดอักเสบ
- ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล 7-10 วันแล้ว ซึ่งมักเป็นผู้ติดเชื้อที่มีโรคประจำตัวจัดอยู่ในโรคกลุ่มเสี่ยง เมื่อติดเชื้อแล้วรับการรักษาจนผ่านภาวะวิกฤติที่ต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจและกลับเข้าสู่ภาวะหายใจเองได้ ดูแลตัวเองได้ แต่ยังมีเชื้อในปริมาณน้อยอยู่ในร่างกายและแพทย์วินิจฉัยให้สามารถกลับมากักตัวที่บ้านจนหายเป็นปกติได้ โดยอาจมีการรายงานอาการค่าอุณภูมิร่างกายและปริมาณความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด (Oxygen Saturation) ในแต่ละวันให้ทางแพทย์ที่ดูแลทราบอย่างต่อเนื่องจนหายขาด
การกักตัวที่บ้านทำเพื่ออะไร
- เพื่อแยกผู้ติดเชื้อออกจากคนปกติ ลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อสู่บุคคลอื่นและติดตามอาการของผู้ป่วยเองเพื่อให้ได้รับการรักษาได้ทันการ
- เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสทางการรักษาแก่ผู้ที่อยู่ในภาวะวิกฤติเร่งด่วน
การเตรียมสถานที่ และอุปกรณ์ เพื่อทำการกักตัวที่บ้านต้องทำอย่างไร
1.จัดสถานที่ ห้องพัก และอุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัวแยกต่างหากให้เป็นสัดส่วนแยกจากผู้อื่น
-
- ใช้แผ่นพลาสติกกั้นห้องเพื่อแบ่งสัดส่วนชั่วคราว
- เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก
- หากแยกห้องน้ำไม่ได้ ให้เรียงลำดับการใช้โดยให้ผู้ติดเชื้อใช้เป็นคนสุดท้ายและทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทันทีหลังใช้เสร็จ
2.รักษาอนามัยส่วนบุคคล
-
- โดยต้องล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจล 70 % หรือสบู่ทุกครั้ง ก่อนและหลังสัมผัสสิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกับคนอื่น
- ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา
- แยกซักเสื้อผ้าเองโดยแช่น้ำยาฆ่าเชื้อก่อนทำการซัก
- งดการสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยงชั่วคราว
- แยกทานอาหารอยู่ภายในห้องของผู้ป่วยเพียงลำพัง กำหนดจุดรับอาหารให้ชัดเจนเพื่อป้องกันความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อจากการสัมผัสโดยตรง และควรล้างจานให้เสร็จภายในห้องผู้ป่วย และแช่ภาชนะใส่อาหารในน้ำยาฆ่าเชื้อ ก่อนนำมาใช้ใหม่
- เมื่อใช้ชักโครกให้ปิดฝาทุกครั้งก่อนกดชักโครกเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
- ทิ้งขยะในถุงและมัดปากถุงให้แน่นหนา แยกทิ้งบริเวณขยะติดเชื้อ เพื่อนำไปทำการฆ่าเชื้อก่อนนำไปทิ้งรวมกับขยะทั่วไป
3.การเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค
-
- น้ำสบู่ผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับฆ่าเชื้อโรค ได้แก่ แอลกอฮอล์ 70% (v/v)หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 0.5% (v/v) เพื่อเช็ดฆ่าเชื้อบนพื้นผิวของอุปกรณ์ต่างๆ
- กรณีเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่นพื้นห้องควรทำความสะอาดด้วย โซเดียมไฮโปคลอไรท์ 0.1% เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้เป็นระยะเวลานานตั้งแต่ 2 ชั่วโมง จนถึง 9 วัน
การเฝ้าระวังตัวเองขณะทำการกักตัวที่บ้านควรทำอย่างไร
1.ใช้เทอร์โมมิเตอร์ตรวจวัดไข้ทุกวันและสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ
-
- เข้าสู่ภาวะผู้ป่วยสีเหลือง คือ มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวกเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ หายเร็ว เหนื่อย หรือหายใจลำบาก เหนื่อยเมื่อไอ มีภาวะอ่อนเพลีย เวียนหัว ถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้งใน 1 วัน ร่วมกับหน้ามืด วิงเวียน
2.ผู้ป่วยสีเขียวที่เข้าสู่สีเหลืองควรเฝ้าติดตามและวัดค่าปริมาณความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด
-
- เข้าสู่ภาวะสีแดงเมื่อค่าปริมาณความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 96 % มีอาการหอบเหนื่อย พูดไม่เป็นประโยค แน่นหน้าอกตลอดเวลา และเจ็บหน้าอกขณะหายใจ ตอบสนองช้า ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านหรืออาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) หรือแจ้งแพทย์ที่ดูแลท่านอยู่ทันที ในกรณีที่ท่านร่วมโครงการเข้ากักตัวที่บ้านกับโรงพยาบาล เพื่อเข้าสู่ระบบการดูแลตามขั้นตอนต่อไป
ระยะเวลาที่ต้องทำการกักตัว
-
- เชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 14-28 วัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการหรือไม่ก็ได้ขึ้นกับความแข็งแรงของร่างกายของผู้ติดเชื้อ โดยทำการกักตัวเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน และควรทำการตรวจปริมาณเชื้อในเลือดเพื่อยืนยันว่า ไม่มีปริมาณเชื้อในร่างกายแล้วเพื่อแสดงว่าหายขาดจากอาการติดเชื้อ
ควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อเริ่มกักตัวที่บ้าน
1.หมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย รักษาระยะห่างกับญาติและผู้อยู่อาศัยร่วมบ้าน ต้องใช้เวลาที่ผ่านไปให้มีความหมาย ทำจิตใจให้เข้มแข็ง
2.ควรติดตามข่าวไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน และควรรับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ
3.หมั่นออกกำลังกาย โดยยืดเหยียด เดินในพื้นที่ๆ สามารถเคลื่อนไหว และมีระยะห่างจากผู้อื่น
4.วางแผนสิ่งที่อยากทำคร่าว ๆ ใน 14 วัน เพื่อให้มีเป้าหมายว่าจะอะไรบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลาย และเตรียมอุปกรณ์ ให้พร้อม เช่น ดูหนังวันละ 2 เรื่อง หรือการฟังเพลง เป็นต้น
5.ดูแลจิตใจตนเอง ผ่อนคลายความเครียด หายใจ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฝึกสติ
6.มีสติรู้เท่าทันสิ่งที่สร้างความเครียดให้กับตนเอง หมั่นสำรวจตนเองถึงการเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติทางอารมณ์และทางร่างกาย เช่น หงุดหงิดง่ายขึ้น เศร้าหมอง วิตกกังวลมากขึ้น
7.หากมีความกังวลสามารถตรวจสอบประเมินใจตนเองด้วย mental health check in อย่างน้อย 1 ครั้งต่ออาทิตย์ ถ้าพบว่าตัวเองยังไม่สบายใจมากขึ้น นอนไม่หลับ คิดท้อแท้หรือเศร้ามากขึ้น สามารถปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือผ่านไลน์ @1323forthai ในการส่งต่อเพื่อให้การช่วยเหลือเบื้องต้น
ที่มา: มหิดล

