‘ภาระโรคและภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประชาชนไทย: ชี้เป้าปัญหา จับตาแนวโน้ม ระบุมาตรการสำคัญลดคนไทยป่วย พิการ และเสียชีวิต’ คือชื่อหัวข้อการประชุมส่งท้ายปี 2565 ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ แผนงานพัฒนาดัชนีภาระโรค (Burden of Disease: BOD) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์

คำว่า ภาระโรคหมายถึง การสูญเสียปีสุขภาวะจากการตายก่อนวัยอันควร และการอยู่อย่างทุพลภาพ งานนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตคนไทย เพราะเป็นเวทีนำเสนอผลการศึกษาวิจัย 3 อันดับภาระโรคของคณะทำงานศึกษาภาระโรคและภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทย ปี 2562 ได้แก่ อุบัติเหตุทางท้องถนน เบาหวาน และ โรคหลอดเลือดสมอง ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดนั้น สาเหตุอันดับหนึ่งยังคงเป็นมัจจุราชมวน ทั้งบุหรี่และยาสูบ ทั้งจากสูบเองและจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง ส่งผลให้เกิดโรคติดเชื้อ มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดสมอง

ตามมาอันดับสองด้วยภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อันดับสามเป็นระดับความดันโลหิตสูง ทั้งสองอันดับที่ว่านี้ จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวัยมากขึ้น นอกจากนี้ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ที่มีการสูญเสียอยู่ในอันดับ 5

ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ที่ก่อให้เกิดภาระโรค มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเบาหวานและโรคหลอดเลือดสมอง อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ที่จัดเป็นการสูญเสียอันดับหนึ่งในเพศชาย

ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลระบบสาธารณสุขระดับประเทศ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่า ข้อมูลจากการวิจัยนี้มีความสำคัญมาก แต่ด้วยระบบสาธารณสุข จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้เพียงแพทย์ พยาบาล หรือระบบการรักษาไม่ได้ แต่ปัจจัยสำคัญคือการเข้าไปควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมถึงพฤติกรรมด้านสุขภาพ ซึ่งจะมีส่วนช่วยได้ถึง 70-80%

“ระบบสาธารณสุขจะนำผลการศึกษาไปพัฒนานโยบายสุขภาพในระดับพื้นที่ จะมีการเพิ่มการขับเคลื่อนเชิงนโยบายลงสู่มาตรการสำคัญๆ ซึ่งแน่นอนว่าต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อทำให้เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ เราอยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี มีความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพชีวิต และอยู่อย่างมีความสุขมากขึ้น”

นพ.รุ่งเรือง ย้ำถึงความสำคัญของพลังเครือข่ายของการบริหารจัดการที่จะต้องมาทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องของโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เพราะสิ่งที่น่ากังวลก็คือความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้องของพี่น้องประชาชน เวลานี้มีสื่อโซเชียลต่างๆ ชักนำไปในทางสุขภาพไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน การใช้ชีวิต รวมถึงข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง

“อีกสิ่งสำคัญจึงเป็นการสร้างปัญญา พลังความรอบรู้ และความเข้าใจทัศนคติของการมีสุขภาพดี ต้องคิดให้ได้ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาสู่การมีสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี”

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการและนวัตกรรม สสส. เผยว่า สสส. สนับสนุนแผนงานพัฒนาดัชนีภาระโรค ตั้งแต่ปี 2554 เพื่อนำข้อมูลไปชี้สถานการณ์ความสำคัญปัญหาสุขภาพ และควบคุมป้องกันปัญหาสุขภาพของประเทศได้อย่างถูกต้อง ตรงตามหลักวิชาการ อีกทั้งเป็นข้อมูลสำคัญในการใช้ประเมินเทคโนโลยี และผลกระทบจากนโยบาย และมาตรการทางสุขภาพต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เนื่องจากแต่ละคนมีสุขภาพที่แตกต่างกัน ส่วนมากเกิดจากพฤติกรรม และสภาพแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาว่า ปัจจัยไหนที่ทำให้พฤติกรรมของคนไทยไม่เหมือนกัน จากการศึกษาของของ BOD ทำให้ให้เห็นถึงผลลัพธ์สุขภาพ เช่น อายุเฉลี่ย ปีสุขภาวะที่สูญเสีย ฯลฯ เหล่านี้เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากปัจจัยซึ่งมีเยอะมาก หลายเรื่องที่จำเป็นต้องรู้ข้อมูล นอกจากนี้ เรื่องของสุขภาพไม่ใช่เพียงเจ็บป่วยอย่างเดียว แต่ยังมีสุขภาพกาย สุขภาพปัญญา สุขภาพสังคม ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย”

การทำงานร่วมกับ BOD ยังนำไปสู่การปรับเปลี่ยนระบบบริการต่างๆ มี Data Visualization ทำให้เห็นถึงประเด็นปัญหาต่างๆ สถานการณ์ของแต่ละจังหวัด ทำให้ สสส. วางแนวทางแก้ปัญหาได้ชัดเจนขึ้น นำไปสู่การพัฒนาเชื่อมโยงเครือข่าย และปฎิบัติในเขตสุขภาพต่างๆ

“มีสถิติว่า คนทั่วโลก 10 คน จะตายด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 7 คนจากสาเหตุหลักซึ่งเป็นพฤติกรรมล้วนๆ ประเทศไทยก็ไม่ได้แตกต่างจากทั่วโลก มีคนไทยประมาณ 3 ใน 4 เสียชีวิตด้วยโรคเหล่านี้ นับเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงมาก ส่วนอุบัติเหตุทางถนนทำให้คนเสียชีวิตกว่า 60 คนในแต่ละวัน เฉลี่ยปีละ 20,000-30,000 คน เห็นได้ว่าปัญหาหลักยังอยู่ที่พฤติกรรมของคน ก็คือการขับรถโดยประมาท”

ดร.ณัฐพันธุ์ ยังได้อธิบายถึงการทำงานร่วมกันระหว่าง สสส. กับกระทรวงสาธารณสุข ที่ไม่ใช่เป็นการรักษาโรค แต่มุ่งเน้นไปที่ปัจจัยเสี่ยง ซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม มีการสร้าง Working Model มองสุขภาพเป็นศูนย์รวม ฝั่งหนึ่งทำเรื่องสภาพแวดล้อมและกฎหมาย อีกฝั่งเป็นเรื่องที่ทำให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองได้ ทั้งหมดจะนำไปสู่การสนับสนุนภาคีในมุมที่เกี่ยวข้อง

“เป้าหมาย สสส. ในอีก 10 ปีข้างหน้า ยังคงเป็นการทำงานที่สร้างการสะท้อนกลับไปสู่ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการสูญเสีย หรือที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตั้งแต่บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาวะ เช่น หวาน มัน เค็ม กิจกรรมทางกาย รวมไปถึงมลพิษทางอากาศที่เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และปัจจัยที่จะลดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีอายุขัยเพิ่มขึ้น ไม่เจ็บป่วยล้มตายก่อนถึงวัยอันควร เรียกว่ามีปีสุขภาวะที่ดี”


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน