“ปฤษณา กองวงค์”
หลังจากมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ปั่นไปไม่ทิ้งกัน เยี่ยมชมศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.แม่ริม พร้อมต้อนรับทีมนักปั้น ที่สถานที่ก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนแห่งใหม่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ไปเมื่อเร็วๆ นี้
หมุดหมายแรก คือ ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.แม่ริม พื้นที่ 3 ไร่กว่านี้ ออกแบบเพื่อคนพิการ ผู้ดูแลคนพิการ และครอบครัวคนพิการ ใช้ในการอบรมฝึกอาชีพ 3 อย่าง คือ เลี้ยงจิ้งหรีด เพาะเห็ดนางฟ้า และการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งมีรอบการผลิตต่ำเพียง 45 วัน ทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาด
ปัจจุบันมีผู้เข้าอบรม 3 รุ่น ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ รุ่นแรก 160 คน รุ่นที่ 2 อีก 100 คน และรุ่นที่ 3 มี 170 คนที่กำลังฝึกอยู่ โดยอบรมทั้งภาคทฤษฎี 96 ชั่วโมงและปฏิบัติ 507 ชั่วโมง รวม 3 เดือน หรือ 100 วัน
ทั้งนี้ผู้พิการและครอบครัว ต้องมาอาศัยและใช้ชีวิตอยู่ที่ศูนย์ฯ เพื่อปรับตัว วิธีคิด ควบคู่กับการเรียนรู้งานในสายอาชีพอย่างครบถ้วน ทั้งการปลูก การผลิต การบริหารต้นทุนรายรับ-รายจ่าย การทำตลาดและการจัดจำหน่าย ซึ่งผู้พิการทำได้จริง ใช้พื้นที่น้อย ลงทุนต่ำ รายได้ดี และที่สำคัญทำแล้วขายได้ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้

เมื่อสาวเท้าเข้าไปก็พบกับโรงเพาะเห็ดนางฟ้า ตั้งอยู่ทางขวามือ มีการสร้างระบบเปิด-ปิดน้ำอัตโนมัติ ส่วนตรงกลางเป็นพื้นที่ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งมีผักหลากหลายชนิด เช่น ผักสลัด ผักกาด รวมถึงผักพื้นบ้านอย่าง สะระแหน่ ผักไผ่ เป็นต้น และด้านซ้ายสุดเป็นโรงเรือนใหญ่ ใช้เป็นที่เลี้ยงจิ้งหรีด มี 3 สายพันธุ์ คือ ทองดำ ทองแดง และสะดิ้ง
ดูแลโดยผู้พิการที่ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา แน่นอนใครปลูกอะไร เลี้ยงอะไร ล้วนมีชื่อ วัน เวลา กำกับชัดเจน หลังจบคอร์ส นอกจากความรู้ที่ได้ ทุกคนจะมีเงินทุนติดกระเป๋า จากการขายผลผลิต
จากนั้นตามไปชม “ฟาร์มจิ้งหรีดยิ้มสู้” ของ ลุงแอ นายทวีศักดิ์ อินทรชัย ในวัย 62 ปี ผู้เข้าร่วมอบรมรุ่น 1 หรือที่เรียกว่า “รุ่นขุดตอ”
ลุงแอป่วยด้วยโรคกระดูกเอวยุบ ทำให้หลังค่อยๆ ค่อมลง ส่งผลให้เดินไม่สะดวก ทำงานหนักมากก็ไม่ไหว หลังออกจากการเป็นลูกจ้าง ก็ไม่มีงานทำ แต่ลุงแอมีภาระที่ต้องเลี้ยงดูมารดา วัย 82 ปี ที่ป่วยด้วยเส้นเลือดในสมองตีบ ภรรยา และลูกที่อยู่ในวัยเรียน ส่งผลให้ลุงแอเครียดและหันหน้าเข้าหาสุรา ยิ่งดื่มหนักร่างกายยิ่งแย่ครอบครัวก็ไม่มีความสุข
หลังได้รับการชักชวนเข้าร่วมศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.แม่ริม เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต จากการเห็นเพื่อนผู้พิการคนอื่นๆ นั้นทุกข์ยากลำบากกว่าตนเองมาก ทำให้มีแรงฮึดสู้ !!!
ประกาศเลิกเหล้า ขอเป็นคนใหม่ จนภรรยาคู่ชีวิต นางพิมพ์ศิพิมล อินทรชัย วัย 58 ปี ออกปากบอกว่า “ขอบคุณที่ให้ชีวิตและสามีใหม่”
หลังอบรมจบ ลุงแอเลือกเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นอาชีพหลัก ให้น้ำ ให้อาหาร ทำเองดูแลเอง โดยใช้พื้นที่บริเวณบ้านเลี้ยงจิ้งหรีดรวม 20 บ่อ ปลูกมันสำปะหลังไว้เด็ดยอดเป็นอาหารจิ้งหรีด มีรายได้จากการขายไข่จิ้งหรีด ตกขันละ 100 บาท ถ้าขายเป็นตัวกิโลกรัมละ 130 บาท มีพ่อค้าแม่ค้ามารอรับถึงบ้าน มีเท่าไหร่ก็ขายหมด รายได้เฉลี่ยเดือนละกว่า 2 หมื่นบาท ถ้ามีผลผลิตออกมามากก็ไม่ต้องกังวล เพราะทางศูนย์ มีการประกันราคาสำหรับผู้อบรมไว้กิโลกรัมละ 100 บาท
ทุกวันนี้บ้านไม้ครึ่งปูนของลุงแอ ไม่เงียบเหงา มีผู้คนแวะเวียนเข้ามาหาไม่ขาดสาย ด้วยกลายเป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับผู้สนใจเลี้ยงจิ้งหรีด
“เพราะเราติดอยู่กับคำว่า “เวทนา” และ “สงสาร” มาก เมื่อลองเปิดใจผู้พิการเขาจะทำให้เราตื่นเต้น” คำกล่าวของ นายพิษณุ ทรงคำ ผู้จัดการศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน แม่ริม ที่ร่วมหัวจมท้ายคลุกคลีกับผู้อบรมทุกรุ่น
พิษณุกล่าวต่อว่า “ผลผลิตของผู้อบรม วางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “ยิ้มสู้” ที่ห้างแม็คโคร ในจังหวัดภาคเหนือและมีแผนขยายไปทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงการขายในตลาดออนไลน์ จากการสำรวจ ผู้อบรมหลังฝึกอาชีพพบว่า 70% มีอาชีพทำ อีก 20% คิดและกำลังรอเงินทุน และอีก 10% ไม่ทำอะไร ถามว่าพอใจไหม เราโอเค แม้ไม่ได้ 100% แต่เอฟเฟ็กต์คือ ชุมชนแข็งแรงขึ้น มีการจัดตั้งกลุ่มภายในชุมชน ตั้งเป็นศูนย์ย่อยในชุมชนกระจายตัวออกไป”
อย่างไรก็ตามหลังฝึกอาชีพ ผู้อบรมมักติดปัญหาคือ “เงินทุน” ไม่มีใครกล้าเป็นผู้ค้ำประกันให้ เมื่อผู้พิการไปกู้เงิน เพราะจน พิการ แม้มีหลักทรัพย์ของตนเองมาค้ำก็ทำไม่ได้ ต้องเป็นผู้ที่เชื่อถือได้เท่านั้น นิติบุคคลก็ค้ำไม่ได้
เป็นอันว่า แม้มีสิทธิ์กู้เงินถึง 1.2 แสนบาท โดยไม่เสียดอก ตามกฎหมาย แต่ก็เข้าไม่ถึง ด้วยติดระเบียบ ที่รอแก้ไข !!!
หันมาทางฝั่งสถานประกอบการเอง สามารถช่วยเหลือคนพิการได้ โดยเลือกปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ในมาตรา 33, 35 เพื่อให้คนพิการในชนบทได้รับโอกาสในการฝึกอาชีพและมีรายได้ที่พอเพียงและยั่งยืน ซึ่งจุดนี้น่ายินดีว่าหลายหน่วยงานเริ่มให้ความสนใจบ้างแล้ว
จากนั้นเดินทางไปต้อนรับคณะนักปั่นในโครงการ “ปั้นไปไม่ทิ้งกัน สานต่องานที่พ่อทำ No One Left Behind” คณะนักปั่นจักรยาน คนดีช่วยคนตาบอด จำนวน 40 ชีวิต ที่พิสูจน์ตนเองให้สังคมไทยเห็นว่า คนพิการทำอะไรได้มากกว่าที่คิด โดยรวมพลังสามัคคีปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 9 วัน 9 จังหวัด รวมระยะทาง 867 กิโลเมตร เพื่อระดมทุนสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
บรรยากาศสองข้างทางมีผู้คนมากมายมายืนรอต้อนรับคณะนักปั่นเป็นแถวยาวเหยียด ท่ามกลางอากาศที่ร้อน
เมื่อใกล้ถึงที่หมาย เสียงปรบมือ เสียงตีกลองยิ่งดังรัวเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยส่งแรงเชียร์และกำลังใจ สร้างความฮึกเหิมแล้วจบลงที่อ้อมกอดทรงพลังที่กระชับด้วยไมตรี และการมอบดอกไม้ เรียบง่าย แต่หนักแน่น แทนคำขอบคุณ พร้อมตอกย้ำถึงพลังความสำเร็จว่า “พวกเราทำได้”
นายสุทธิชัย พานเพชร วัย 21 ปี ผู้พิการทางสายตา สภาพมองเห็นเลือนราง เผยความรู้สึกหลังปั่นจักรยานถึงที่หมายว่า “รู้สึกดีใจมากไม่คาดคิดว่าทำได้ขนาดนี้ 867 กิโลเมตรสร้างพลังเยอะ อันนี้ที่ว่ายากเราทำได้แล้ว มันยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องไปต่อสู้ ผมว่ามันต้องผ่านไปได้แน่นอน และฝากให้ทุกคนลองเปิดใจและอยากให้เขาให้โอกาสเรามากกว่านี้”
แม้การปั่นจักรยานได้มาถึงที่จุดหมายปลายทาง หรือสถานที่ก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.เชียงดาว ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 33 ไร่ ที่กำลังก่อร่างสร้างอาคาร แต่ภารกิจของมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ผู้อยู่เบื้องหลังกิจกรรมรณรงค์ยังไม่สิ้นสุด ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง สร้างกระแสสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน
พื้นที่แห่งนี้เราได้พบปะคนใจแกร่งที่ไม่ย่อท้อ นอกจากสิงห์นักปั่นและชาวอาสาสมัครที่ร่วมขบวนมาแล้ว ยังมีอีกหลายชีวิตในพื้นที่นี้ เห็นแล้วต้องทึ่ง กับความมุ่งมั่น ตั้งใจและเพียรพยายามของคนเหล่านี้ อย่าง บาริสต้าหูหนวกที่ความสุขอยู่กับการชงกาแฟ หรือลิ้มรสขนมอร่อยๆ ฝีมือเชฟคนพิการ หรือผู้บกพร่องทางสมอง ผู้พิการซ้ำซ้อนที่นั่งวิลแชร์ ซึ่งเพาะเห็ดและปลูกผักได้งาม น่ากินเหลือเกิน
“ผู้พิการนั้นมีความหลากหลาย หูหนวก ตาบอด ฯลฯ ถ้าไม่บริหารให้ดี ต้นทุนจะสูง ขึ้นอยู่ที่เราจะให้เขาทำอะไร” คำกล่าวของ ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความยั่งยืนภาคกิจกรมสัมพันธ์และการศึกษาสำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาล เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวอีกว่า คนพิการแม้จะเสียอะไรบางอย่างไปแต่เขาจะมีอะไรบางอย่างที่คนธรรมดาไม่มี อย่างคนตาบอดความจำจะดีมาก เราได้ทดลองให้เขาเป็นคอลเซ็นเตอร์ ทุกอย่างเขาจำได้อยู่ในหัวหมดไม่ต้องมี แต่เราต้องลงทุนบางอย่าง ดังนั้นต้องรักษาคุณภาพ บริหารต้นทุนให้ดี และยอมรับความเสี่ยง เพราะคู่แข่งทางการตลาดคือคนปกติ”
“ความตาบอด มีความหมายน้อยมาก อาจทำให้ทำบางอย่างได้ไม่สะดวก แต่เมื่อไหร่ที่เขาขาดโอกาส เขาจะจนที่สุดในบรรดาคนที่จนที่สุด…” คำกล่าวของ ศ.วิริยะ นามสิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ
ศ.วิริยะกล่าวต่อว่า ความพิการทุกประเภทจะไม่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต ถ้าเราสามารถแก้ปัญหา “empowerment” และขับเคลื่อนให้เกิด “barrier free” หรือที่เรียกว่า อารยสถาปัตย์ และที่ต้องทำควบคู่กันทั้ง 2 อย่าง และมี “Partnership” สังคมไทยทุกภาคส่วนต้องยินดีให้ผู้พิการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในทุกเรื่อง ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ด้วยการให้โอกาสผู้พิการ และเปลี่ยนทัศนคติและความเชื่อที่มีต่อผู้พิการใหม่ ขอให้เชื่อมั่นว่า ผู้พิการทำได้ทุกอย่างและมีศักยภาพในตัวเอง ถ้าขับเคลื่อน 3 เรื่องนี้ไปด้วยกัน จะเกิดเป็นสังคมไทยที่ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง
หลายคนเห็นคนพิการเป็นภาระ เป็นจุดอ่อน แต่เราจะทำเป็นจุดขาย ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.เชียงดาว ศูนย์แห่งนี้จะเป็นต้นแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อสำหรับทุกคน เราจะทำที่นี่ให้ดูดีเหมือนอาคารกึ่งโรงแรม ทำทุกมุมให้เหมาะกับการถ่ายรูป มีลานจอดรถกว้าง ห้องน้ำสะอาด ทำตลาดขายของช่วยชาวบ้านและคนพิการ แล้วให้คนเก่งๆ เรื่องภูมิทัศน์มาช่วยเรา เพื่อใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ และโซนนี้เป็นทัวริซึ่ม ฟอร์ออร์ เชื่อว่าจะมีต่างชาติที่มีกำลังซื้อมาใช้บริการ
“เราตั้งเป้าไว้ 67 ล้านโดย10 ล้าน ใช้สร้างอาคารฝึกอาชีพ 5 หลัง หลังละ 2 ล้าน อีก 5 ล้านเป็นโรงอาหาร รวมทั้งที่ฝึกอาชีพเรื่องการทำอาหาร และอีก 36 ล้านเป็นอาคาร ที่พัก โรงแรมประมาณ 50 ห้องพัก ที่ออกแบบสำหรับทุกคน อีก 16 ล้าน เป็นเรื่องน้ำ ไฟ สาธารณูปโภค และปรับแต่งภูมิทัศน์ ให้เหมาะกับการใช้ประโยชน์ในการเข้ามาใช้ศูนย์แห่งนี้ เป็นยอดเงินที่ตั้งเป้าไว้ และเราจะไปจัดกิจกรรมระดมทุนต่อหลังจากนี้”
ร่วมเปลี่ยนภาระเป็นพลัง ก้าวสู่สังคมที่ไม่ทอดทิ้ง สนใจบริจาคหรือติดตามรายละเอียดโครงการได้ที่ เฟซบุ๊ก มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ โทร.0-2886-0955