กล้วยน้ำว้า เป็นพืชเชิงวัฒนธรรมที่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน เนื่องด้วยกล้วยน้ำว้า เป็นพืชผลที่หลายคนนิยมรับประทาน ทั้งยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นกล้วยที่ชาวสวนปลูกกันมาก พบกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีทั้งการปลูกในรูปแบบแปลง เพื่อจำหน่ายเป็นการค้า และปลูกตามหัวไร่ปลายนาไว้บริโภคในครัวเรือน หรือวางขายในหมู่บ้านชุมชน

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า มีเกษตรกรปลูกกล้วยน้ำว้ามาขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรทั่วประเทศ จำนวน 43,878 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 109,086.46 ไร่ (ข้อมูล ทบก. ปี 2566 ณ วันที่ 19 ส.ค. 2567)
ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมเมืองที่ขยายตัว ทำให้วิถีการปลูกกล้วยน้ำว้าไว้ในบริเวณบ้านที่อยู่อาศัยเปลี่ยนไป รวมถึงช่องทางตลาดเพื่อเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคมีความสะดวกและเข้าถึงง่าย

นายพีรพันธ์ คอทอง
ส่งผลให้เกิดการปลูกกล้วยเชิงพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น สวนทางกับการปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนลดน้อยลง
กล้วยน้ำว้าจึงกลายเป็นสินค้าที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคเขตเมือง และเขตชนบท (Urban – Rural Consumers Behavior) อย่างไรก็ตาม การปลูกกล้วยน้ำว้าของเกษตรกรเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคในเขตเมือง ยังน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ด้วยข้อจำกัดและความท้าทายด้านการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนน้อย เปรียบเทียบจากข้อมูลการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนจากการปลูกกล้วยน้ำว้าในเขต อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี พบว่า เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกกล้วยน้ำว้า 25,728 บาท/ไร่/ปี มีต้นทุนการผลิตกล้วยน้ำว้า 20,184 บาท/ไร่/ปี รายได้สุทธิ 5,544 บาท/ไร่/ปี
ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อมูลด้วยหน่วยเป็นหวี และคิดจากระบบสารสนเทศการผลิต ทางด้านการเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตร พบว่าผลผลิตเฉลี่ย กล้วยน้ำว้าปี 2566 อยู่ที่ 3,145 กิโลกรัม/ไร่ หรือ 2,097 หวี/ไร่ ต้นทุนการผลิต 9.60 บาท/หวี เกษตรกรจึงมีรายได้ สุทธิต่อหวีอยู่ที่ 2.64 บาทเท่านั้น

ทั้งนี้ แม้ในบางช่วงของปีจะมีผลผลิตออกน้อย ด้วยปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก และในบางช่วงของฤดูกาลจะมีผลผลิตออกมากจนเกินความต้องการของตลาดก็ตาม
เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยน้ำว้าจึงต้องแบกรับภาระ และกระจายความเสี่ยงนำกล้วยน้ำว้า ไปแปรรูป สร้างมูลค่า เป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตามสภาวะการตลาดที่เปลี่ยนแปลง
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ราคากล้วยน้ำว้าเบอร์กลางที่ตลาดไท พบว่าราคากล้วยน้ำว้าสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนมิ.ย.2567 เป็นต้นมา ซึ่งปกติอายุของผลกล้วยตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน

กล้วยน้ำว้าจึงอาจออกดอกติดผลในช่วงแล้ง และร้อนจัด (เดือนมี.ค.-เม.ย.2567) สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาที่สูงขึ้นตั้งแต่เดือนมิ.ย. ทำให้ผลผลิตกล้วยน้ำว้ามีน้อย ราคาสูง ผลขนาดเล็ก และคุณภาพไม่ตรงตามที่ผู้รับซื้อต้องการ
สำหรับแนวโน้มราคากล้วยน้ำว้าน่าจะสูงต่อเนื่อง หรืออาจจะลดลงเล็กน้อยจนถึงปลายปี 2567 เนื่องจากต้นกล้วยบางส่วนเสียหายจากภัยแล้ง และบางส่วนถูกโรคและแมลงเข้าทำลายหลังเกิดภัยแล้ง
อย่างไรก็ตาม ต้นกล้วยที่รอดผ่านภัยแล้งมาได้น่าจะยังให้ผลผลิตได้ตามปกติในช่วงปลายปี 2567 หรืออย่างช้าต้นปี 2568 เป็นต้นไป สอดคล้องกับข้อมูลราคาเฉลี่ยสินค้าเกษตรกล้วยน้ำว้าของกระทรวงพาณิชย์ย้อนหลัง 5 ปี (2563-2567) ที่พบว่าราคากล้วยน้ำว้าจะสูงในช่วงเดือนส.ค.ของทุกปี และจะลดลงช่วงปลายปี จนประสบราคาตกต่ำในช่วงแล้ง(มี.ค.-เม.ย.) ของปีถัดไป
จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก หรือภาวะโลกเดือด ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชสินค้าเกษตร ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
ดังนั้น จากสภาวะความแปรปรวนทั้งด้านภูมิอากาศและราคาสินค้าเกษตรดังกล่าว การเลือกและตัดสินใจลงทุนปลูกกล้วยน้ำว้า เกษตรกรต้องพิจารณาถึงระดับความสามารถในการลงทุน และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน

รวมทั้งมีความสามารถในการบริหารกระแสเงินสดรายเดือน เนื่องจากการลงทุนปลูกกล้วยน้ำว้ามีจุดคุ้มทุนค่อนข้างนานประมาณ 5-6 ปี
แม้ว่ากล้วยน้ำว้าจะเป็นพืชปลูกง่าย และเป็นที่ต้องการของตลาดโดยเฉพาะตลาดผู้บริโภค Plant Base Food อีกทั้งมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น กล้วยตากแห้งทั้งลูก กล้วยแบบอบแห้ง แบบแช่เยือกแข็งแห้ง (freeze dry) แบบผง เป็นต้น
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงมือปลูก เกษตรกรควรศึกษาและวางแผนการลงทุน แผนการผลิต แผนการเงิน แผนการตลาด อย่างรอบคอบ รวมถึงการปลูกกล้วยน้ำว้าให้เป็นพืชพี่เลี้ยง หรือพืชร่วมเพื่อเป็นรายได้เสริมอีกทาง
อย่างไรก็ตาม แม้กล้วยนับว่าเป็นพืชทนทาน ต่อโรคแมลงศัตรูพืชได้ระดับหนึ่ง ทำให้สามารถปลูกได้เกือบในทุกสภาพดินฟ้าอากาศ

แต่กล้วยก็มีโรคและแมลงที่ทำให้เกิดความเสียหายได้ ไม่ว่าโรคใบจุดซิกาโตกา หนอนม้วนใบ ด้วงงวง ที่พบบ่อยและเป็นโรคที่มีความสำคัญคือ โรคตายพราย หรือโรคเหี่ยว ล้วนแล้วแต่ทำให้กล้วยที่ปลูกไว้ไม่โต ผลไม่สวย ส่วนแมลงศัตรูพืช เช่น หนอนม้วนใบ และด้วงงวง
เกษตรกรสามารถขอรับคำแนะนำการป้องกันกำจัดได้ฟรี ที่คลินิกพืชของสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด รวมถึงศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชใกล้บ้าน