กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดกิจกรรมศึกษาดูงานภาคสนามที่โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
ภายใต้งานประชุมวิชาการด้านน้ำบาดาลนานาชาติ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “การเสริมสร้างความยั่งยืนด้านน้ำบาดาลภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (The 2nd Thailand Groundwater Symposium : Strengthening Groundwater Sustainability under Climate Change)
โดยมีนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 17 ประเทศเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว


การประชุมวิชาการด้านน้ำบาดาลนานาชาติ ครั้งที่ 2 แบ่งการจัดงานออกเป็น 2 ช่วงคือ วันที่ 19-21 สิงหาคม 2567 จัดเป็นงานประชุมและนำเสนอผลงานวิชาการ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ผลงานวิจัย นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับน้ำบาดาลทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทสำคัญของน้ำบาดาลต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ที่โรงเเรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

สำหรับการศึกษาดูงานภาคสนามจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-23 สิงหาคม 2567 โดยเข้าเยี่ยมชมโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เพื่อศึกษาข้อมูลด้านน้ำบาดาลจากสถานที่จริง สำหรับโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ
ดร.เกรียงศักดิ์ ภิระไร ผู้อำนวยการ สำนักสำรวจและประเมินศักยภาพน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นผู้นำเยี่ยมชมโครงการ พร้อมบรรยายถึงข้อมูลการใช้น้ำบาดาลว่า แต่เดิมพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีความแห้งแล้งมาก สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย และเป็นดินลูกรังที่มีความแข็ง ประกอบกับพื้นที่นี้มีปริมาณฝนน้อย

ดร.เกรียงศักดิ์ ภิระไร
กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงเข้ามาสำรวจ ประเมินศักยภาพ และนำไปสู่การพัฒนาขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเจาะน้ำบาดาลทั้งหมด 11 บ่อ พบว่ามีปริมาณน้ำบาดาลอยู่ที่ประมาณ 4-10 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง พบสารละลายมวลรวมอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 มิลลิกรัมต่อลิตร หลังจากนั้นจึงได้ติดตั้งหัวถังกระจายน้ำ และมีท่อกระจายน้ำเชื่อมลงมายังพื้นที่ที่อยู่ในโครงการ

สำหรับปริมาณน้ำบาดาลที่สามารถผลิตได้อยู่ที่ประมาณ 550-600 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำในโครงการอยู่ที่ประมาณ 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แบ่งเป็นการใช้น้ำเพื่อการเกษตรประมาณ 320 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และส่วนที่เหลือเป็นการใช้ในกิจกรรมอื่นของโครงการ
อันที่จริงแล้วน้ำบาดาลที่ผลิตได้ในโครงการสามารถนำเอามาใช้ได้ครอบคลุมทั้งโครงการ แต่ทางโครงการได้นำเอาส่วนของน้ำผิวดินมาใช้สอยเป็นประการหลัก เนื่องจากการใช้น้ำผิวดินจะไม่สิ้นเปลืองพลังงานเท่าน้ำบาดาล โดยนำมาจากบริเวณอ่างเก็บน้ำในโครงการมาใช้สำหรับการเกษตรเป็นหลัก
ส่วนน้ำบาดาลจะนำมาใช้ในช่วงหน้าแล้ง เนื่องจากในช่วงนี้ปริมาณน้ำผิวดินจะลดระดับลงไปมากจนไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเพียงพอ ซึ่งการเตรียมน้ำบาดาลมาเป็นน้ำสำรองถือว่าเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านการใช้น้ำ

“ในปัจจุบันทางโครงการได้ทดลองนำน้ำบาดาลมาใช้ในการเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย พืชผักนอกฤดูกาล พืชที่มีราคาสูง และผลจากการทดลองพบว่าพืชที่ใช้น้ำบาดาลสามารถเจริญเติบโตได้ดีเทียบเท่ากับพืชที่ปลูกโดยใช้น้ำผิวดิน” ดร.เกรียงศักดิ์กล่าว

จากนั้นกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้นำทีมมาชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย โดยครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ ทรงพบกับสภาพปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่
จึงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า “…หากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด…” และมีพระราชดำริจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น

นางวาสนา สาทถาพร ผู้อำนวยการ สำนักอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวถึงศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายว่า ในบริเวณพื้นที่ห้วยทรายมีการขุดเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้สนับสนุนโครงการจำนวน 8 จุด ประมาณ 500 บ่อ มีทั้งส่วนที่ประชาชนเจาะเองและส่วนที่ภาครัฐให้การสนับสนุนในการเจาะ ซึ่งจะกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่ที่มีการทำเกษตรกรรม และเข้าไปในส่วนของน้ำอุปโภคและบริโภคในโครงการ

นางวาสนา สาทถาพร
โดยน้ำบาดาลที่ได้ถือว่าเป็นน้ำคุณภาพดี เหมาะสมในการอุปโภคบริโภค สามารถผลิตน้ำบาดาลได้ประมาณ 20-200 คิวต่อวัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่จำนวน 8 ชุมชน
การจัดงานประชุมครั้งนี้ที่ได้เชิญนักวิชาการด้านน้ำบาดาลจากหลากหลายประเทศเข้าร่วมและเยี่ยมชมโครงการสำคัญจะช่วยในการแลกเปลี่ยนความรู้ที่เป็นประโยชน์ และสามารถนำมาต่อยอดหรือนำองค์ความรู้ไปพัฒนาในวงกว้าง อาทิ การเจาะน้ำบาดาลในแนวนอน เทคโนโลยีการบำบัดน้ำ หรือการบำบัดน้ำอย่างไรให้เกิดค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด โดยให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน เป็นต้น

นอกจากนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังถือโอกาสนี้พาคณะเข้าชมพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เป็นพระราชฐานที่ประทับฤดูร้อน ที่ ต.ห้วยทรายเหนือ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
เมื่อก้าวเข้ามาภายในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน แม้จะเป็นวันที่อากาศร้อน เรารู้สึกได้ถึงความร่มเย็นเพราะภายในพื้นที่มีต้นไม้ใหญ่มากมาย โดยพระราชนิเวศน์มฤคทายวันประกอบไปด้วย พระที่นั่งสมุทรพิมาน ห้องสรง ห้องแต่งพระองค์ ห้องทรงพระอักษร ห้องบรรทม เรือนพักผู้สำเร็จราชการมหาดเล็ก และหอเสวยฝ่ายหน้า

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดการทรงพระอักษรอย่างยิ่ง แม้ในยามประชวรก็ยังทรงพระอักษรทุกวัน จึงถือว่าทรงโปรดการอยู่ห้องทรงพระอักษรที่สุด ห้องดังกล่าวจึงมีโต๊ะทรงงานที่หันไปทางทิศตะวันออกสู่ทะเลเพื่อเพิ่มความผ่อนคลายระหว่างทรงพระอักษร
แม้ว่าขณะนี้พระราชนิเวศน์มฤคทายวันจะปิดปรับปรุงหลายส่วน แต่เรายังสามารถชื่นชมความงดงามและเรียบง่ายของพระตำหนักได้รอบพื้นที่ที่เปิดให้เข้าชม ทำให้เห็นได้ว่าพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเรียบง่าย ไม่หรูหราวิจิตรเช่นพระราชวังแห่งอื่นๆ
สมกับเป็นที่ประทับตากอากาศที่เข้ากับสภาพธรรมชาติและภูมิอากาศชายทะเล เป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ธีรดา ศิริมงคล