สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ชัยนาท (สศท.7) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ศึกษาแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์รายสินค้า กรณีศึกษาน้ำนมดิบอินทรีย์ ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี
ตามกรอบแนวคิด BCG Economy Model ซึ่งเป็นแนวทางในการยกระดับการผลิตน้ำนมดิบอินทรีย์และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์อื่นๆ เพื่อสร้างรายได้เกษตรกรนำไปสู่ความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

อังคณา พุทธศรี
นางอังคณา พุทธศรี ผู้อำนวยการ สศท.7 เผยว่าจากผลการศึกษา พบว่าปัจจุบันมีฟาร์มโคนมอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดสระบุรีจำนวน 8 ฟาร์ม มีพื้นที่ฟาร์มเลี้ยงโคนมอินทรีย์จำนวน 1,852 ไร่ มีโคนมอินทรีย์จำนวน 998 ตัว โดยมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลซับสนุ่น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นกลุ่มหลักในการดำเนินการ

และมีเครือข่ายฟาร์มโคนมภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจฯ จำนวน 5 ฟาร์ม ผู้ประกอบการรายเดี่ยว 2 ฟาร์ม และส่วนองค์กรรัฐวิสาหกิจ 1 ฟาร์ม ได้แก่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) สำนักงานภาคกลาง
ทุกฟาร์มผ่านการรับรองมาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ Organic Thailand และได้ดำเนินงานและบริหารจัดการตามรูปแบบเศรษฐกิจ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) อย่างเป็นรูปธรรม

ด้านสถานการณ์การผลิตพบว่า เกษตรกรนิยมเลี้ยงโคนมอินทรีย์สายพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน หรือสายพันธุ์ขาวดำ เนื่องจากเป็นโคสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ ให้น้ำนมเฉลี่ยสูงที่สุด
ปัจจุบันการเลี้ยงโคนมอินทรีย์ของจังหวัดสระบุรีมีโคที่สามารถรีดนมได้ 304 ตัว ผลผลิตน้ำนมดิบอินทรีย์ทั้งจังหวัด 129,600 กิโลกรัม/เดือน หรือ 129.6 ตัน/เดือน ผลผลิตน้ำนมดิบอินทรีย์เฉลี่ย 13.90 กิโลกรัม/ตัว/วัน

ราคาขายน้ำนมดิบอินทรีย์ (ราคา ณ วันที่ 9 ก.ย. 2567) เฉลี่ยอยู่ที่ 23 บาท/กิโลกรัม ซึ่งราคาจะสูงกว่าน้ำนมดิบทั่วไปที่มีราคาอยู่ที่ 20.10 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากน้ำนมจากโคนมอินทรีย์เป็นน้ำนมที่ไม่มีการปรุงแต่งกลิ่นและรสใดๆ ไม่มีสารเคมี ยาปฏิชีวนะ และฮอร์โมนตกค้างในน้ำนม ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารสูง
ผลผลิตน้ำนมดิบอินทรีย์ของเกษตรกรส่วนใหญ่จำหน่ายให้กับบริษัท แดรี่โฮม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ซึ่งรับซื้อผลผลิตโดยมีหลักเกณฑ์การคัดเลือกเกษตรกรสมาชิกเครือข่ายคือ สมาชิกต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในด้านปศุสัตว์อินทรีย์ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร

สมาชิกต้องไม่ยึดถือผลกำไรเป็นหลัก และต้องมีความพร้อมในการผลิตพืชอาหารสัตว์ได้ด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก
ในส่วนน้ำนมดิบอินทรีย์ของอ.ส.ค.จะส่งผลผลิตน้ำนมดิบอินทรีย์ภายในฟาร์มเข้าสู่โรงงานนมออร์แกนิกของอ.ส.ค.
สำหรับแนวทางพัฒนาสินค้าน้ำนมดิบอินทรีย์ตามกรอบแนวคิด BCG Economy Model ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาปรับปรุงพันธุ์โคนมพันธุ์ดีให้มีความต้านทานโรค ให้น้ำนมสูง การจัดการฟาร์มจะคำนึงถึงหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare)
มีการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำนมดิบอินทรีย์ ได้แก่ นมพาสเจอไรซ์ โยเกิร์ต กรีกโยเกิร์ต (Organic Greek Yogurt) เต้าฮวยนมสด น้ำมะพร้าวนมสด เบเกอรี่ และไอศกรีม

ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน มีการจัดการวัสดุเหลือใช้โดยนำน้ำนมอินทรีย์ตกเกรด (น้ำนมเหลืองที่โคคลอดใหม่) มาผลิตเป็นน้ำนมหมักชีวภาพเพื่อใช้บำรุงพืช นำมูลโคมาผลิตเป็นมูลโคตากแห้งใส่แปลงหญ้าอาหารสัตว์ สำหรับเลี้ยงโคอินทรีย์ และมาผลิตทำปุ๋ยคอกหมักเพื่อใช้หว่านแปลงพืชอาหารสัตว์ และนำมาผสมเป็นอาหารข้นเลี้ยงโคนมอินทรีย์

และด้านเศรษฐกิจสีเขียว การผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อย่างเข้มงวด มีการเพิ่มพื้นที่ป่าธรรมชาติเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในฟาร์มโดยปลูกหญ้า เลี้ยงโคนมอินทรีย์ และปลูกไม้ยืนต้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความยั่งยืนในการผลิตน้ำนมดิบอินทรีย์ เกษตรกรควรยึดหลักการพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากภายนอก คัดเลือกสารอาหารที่สำคัญในวัตถุดิบแต่ละชนิด และพัฒนาอาหารที่มีสัดส่วนคุณค่าทางโภชนาการสูงมาผลิตเป็นอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ที่สำคัญภาครัฐควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์ สนับสนุนให้ผู้บริโภคเห็นประโยชน์ของการดื่มน้ำนมอินทรีย์มากขึ้น
ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรอยู่ได้อย่างยั่งยืน