ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้น คนส่วนใหญ่ประสบกับปัญหารายจ่ายมากกว่ารายรับ ชักหน้าไม่ถึงหลัง การประกอบอาชีพเดียว ไม่สามารถสร้างรายได้มากพอที่จะใช้จ่ายจุนเจือครอบครัว คนส่วนใหญ่จึงเลือกหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้อีกทาง

สำหรับผู้คนในพื้นที่ต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ต่างดิ้นรนหาเลี้ยงชีพและครอบครัวด้วยการไปหางานทำในเมืองใหญ่ และพื้นที่อุตสาหกรรม เพราะเชื่อว่าจะสามารถเก็บเงินส่งครอบครัว เพื่อให้มีฐานะความเป็นอยู่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

หลาก&หลาย

แต่ถึงแม้การไปทำงานในเมืองใหญ่หรือเมืองอุตสาหกรรมจะได้รับค่าตอบแทนที่สูง ก็ต้องแลกมาด้วยค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ทั้งยังต้องอยู่ห่างไกลจากบ้าน เหินห่างจากครอบครัว

มิหนำซ้ำสภาพเศรษฐกิจที่ไม่แน่ไม่นอนอาจทำให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ประสบปัญหา เกิดการเลิกจ้างพนักงาน หรือปิดกิจการ ทำให้ตกงาน ซึ่งหลายคนอาจดิ้นรนหางานใหม่

แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะกลับบ้านเกิด เลือกใช้วิถีชีวิตบนพื้นฐานเกษตรกรรมที่มีมาตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย โดยประยุกต์ใช้องค์ความรู้เพื่อพัฒนาต่อยอดให้เป็นอาชีพที่มั่นคงและสามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูครอบครัวได้

หลาก&หลาย

อย่างเช่น มนตรี จันทวงศ์ อายุ 44 ปี เจ้าของสวนลุงเท่ง บ้านซำตาโตง หมู่ที่ 9 ต.พราน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ที่หวนกลับบ้านมาปลูกสวนผักหวานป่า สามารถเก็บผลผลิตขายได้ตลอดทั้งปี

มนตรีเล่าว่า ที่มาของชื่อ “สวนลุงเท่ง” นั้น มาจากชื่อพ่อของตนเอง ที่ชื่อเท่ง จึงนำชื่อพ่อมาตั้งเป็นชื่อสวน แต่เดิมก่อนมาทำสวนผักหวานป่า ตนเองทำงานบริษัทผลิตอะไหล่รถยนต์แห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี

หลาก&หลาย

ในตอนนั้น พ่อกับแม่ทำไร่ ปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลัง เป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เก็บเกี่ยวได้เพียงรอบเดียว ลงทุนเยอะ ลงทุนหลายรอบ

ตนจึงเกิดแนวคิดใหม่ๆ ขึ้นมาในระหว่างทำงานอยู่ในบริษัทผลิตอะไหล่รถ โดยคิดหาแนวทางว่าจะทำอะไรที่เป็นการสร้างอาชีพและสร้างรายได้ในอนาคต หลังจากออกจากงาน และพ่อแม่สามารถทำได้โดยไม่ลำบาก

จะปลูกอะไรที่สามารถปลูกครั้งเดียว แต่เก็บผลผลิตได้ระยะยาว เก็บได้หลายครั้ง และเป็นที่ต้องการของคนหรือตลาดในพื้นที่พื้นถิ่นต้องการ โดยเริ่มต้นจากการปลูกพริกไทย และต่อยอดมาเป็นผักหวานป่า ซึ่งเป็นพืชลงทุนน้อย ดูแลง่าย ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี

หลาก&หลาย

เจ้าของสวนลุงเท่งกล่าวต่อไปว่า ตอนแรกใช้เงินลงทุนเพียง 4,000 บาท ในการซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกในราคาเมล็ดพันธุ์ละ 1 บาท บนพื้นที่ 3 ไร่ โดยศึกษาวิธีการปลูกและการดูแลรักษาจากยูทูบ

ซึ่งในระหว่างที่เริ่มปลูกผักหวาน ตนเองก็ยังไม่ได้ลาออกจากบริษัท อาศัยทำงานไปด้วย กลับมาดูแลสวนผักหวานไปด้วย จนต้นผักหวานป่าที่ปลูกไว้เริ่มโต จนสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

 

จากนั้น มนตรีมีความคิดที่จะขายต้นพันธุ์ผักหวานป่าด้วยการตอนกิ่งขาย แต่การตอนกิ่งต้องใช้เวลาเกือบ 1 ปี กว่ารากจะงอกและตัดขายได้ จึงได้มองหาวิธีอื่น คือ การขายแบบเหมา แต่การขายวิธีดังกล่าวไม่คุ้มค่า เพราะหลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ต้องพักต้นและบำรุงรักษามากกว่า

หลาก&หลาย

ตนเองจึงตัดสินใจลาออกจากบริษัท เพื่อจะหันมาดูแลและทำเกษตรที่บ้านเกิดอย่างเต็มตัว โดยพยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจนได้เทคนิคการปลูก การเด็ดยอด การโน้มกิ่ง และการทำสาว เพื่อให้ผักหวานป่าแตกยอดตลอดทั้งปี

หลาก&หลาย

การที่ผักหวานป่ากลายเป็นที่นิยมนำมาทำอาหาร เพราะนอกจากมีรสชาติอร่อย มีความกรอบของยอดแล้ว ผักหวานป่ายังมีคุณค่าทางอาหารสูง ช่วยบำรุงร่างกาย แก้ท้องผูก ฯลฯ

ผักหวานป่าสามารถนำมาปรุงอาหารสร้างอรรถรสในการกินได้หลากหลาย ไม่ว่าเป็น แกงเลียงผักหวานป่า ยำผักหวานป่า แกงป่าผักหวานใส่ปลากรอบ ผักหวานผัดน้ำมันหอย และเมนูอื่นๆ อีกมาก

หลาก&หลาย

หลาก&หลาย

ช่วง 2 ปีมานี้ ได้เปลี่ยนรูปแบบการขายจากแบบเหมาเป็นการขายรายวัน การดูแลรักษาทำได้ง่าย ใส่แค่ปุ๋ยคอก คอยดูแลตัดกิ่ง โรคแมลงก็ไม่ค่อยมี บางวันมีพ่อค้าแม่ค้าเดินทางมาซื้อถึงหน้าสวน

ราคาขายจะอยู่ที่ 120-150 บาท/กิโลกรัม วันหนึ่งขายได้ 500-1,000 บาท ยิ่งถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งบางวันก็จะขายได้ 1,000-1,500 บาท/วัน ซึ่งการขายวิธีนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ทุกวัน ถึงจะไม่ใช่จำนวนเงินที่มาก แต่ตนเองกับครอบครัวก็มีความสุข

หลาก&หลาย

มนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า ถ้าใครสนใจอยากจะมาชมสวนเพื่อศึกษาหาความรู้ หรือจะมาซื้อผักหวานสดๆ สามารถเดินทางมาได้ ที่สวนลุงเท่ง บ้านซำตาโตง

หรือเข้าไปดูในเพจ สวนลุงเท่งเกษตรผสมผสาน และเฟซบุ๊ก มนตรี จันทวงศ์ หรือ โทร.เข้ามาสอบถามกันได้ที่ 08-5639-9574

จิรภัทร หมายสุข

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน