สยาม ไวเนอรี่ ทุ่มงบฯ 6 ล้าน สนับสนุน ขสป.ห้วยขาแข้ง ปรับพื้นที่ป่า สร้างบ่อน้ำ-ทำโป่งเทียม-ปลูกหญ้าพื้นถิ่น รั้ง ช้าง-กระทิง-วัวแดง ไม่บุกรุก ทำลายผลผลิตเกษตรชาวบ้าน หวังสกัดการเผชิญหน้าคน-สัตว์ป่า ลดการสูญเสียชีวิต-ทรัพย์สิน “หัวหน้าเพิ่มศักดิ์” ดัน 8 โครงการฯ เชื่อได้ผล-ตอบโจทย์วิถีชีวิตสัตว์ป่า ชู “เฉลิม อยู่วิทยา” จริงใจป้องสัตว์ป่า-สิ่งแวดล้อม แย้มเหตุอนุรักษ์ กระทิง-วัวแดง จุดสตาร์ทแบรนด์ดัง เครื่องดื่มชูกำลังระดับโลก กระทิงแดง-เรดบูล
ปัจจุบันนี้ ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง คนกับสัตว์ป่า เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ปราจีนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ จันทบุรี ระยอง สระแก้ว ฉะเชิงเทรา เพชรบูรณ์ และเลย ทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แถมทวีความรุนแรงมากขึ้น ที่สำคัญปมปัญหาเหล่านี้ยังไม่สามารถขจัดได้อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

อย่างที่ทราบกัน ปัญหาคนและสัตว์ป่า สร้างความสูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเพียงปีหรือ2ปี แต่เป็นปัญหารื้อรังเกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ทั้งภาครัฐและชาวบ้านพยายามหาทางออกแต่ก็ยังไม่พบจุดสิ้นสุดของปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ
ดังนั้นปัญหาเหล่านี้ ทุกภาคส่วน หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน รวมถึงชุมชน ไม่ได้ถูกเพิกเฉย ต่างระดมสรรพกำลังและนำเสนอแนวความคิดการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อช่วยกันแสวงหาแนวทางในการกำจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปโดยเร็วที่สุด

ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ จึงเกิดโครงการเพิ่มศักยภาพถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่เป็นเหยื่อของเสือโคร่ง เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่ง กลุ่มบริษัท สยาม ไวเนอรี่ ร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ผ่านไปยัง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง โดยการสนับสนุนงบประมาณ 6 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าโครางการฯ ป้องกันการเผชิญหน้าระหว่างคนกับสัตว์ และเพื่อหยุดยั้งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของสองฝ่าย

ประกอบกับ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี พื้นที่หนึ่งเดียวของประเทศไทย ที่มีความสมบูรณ์อันนดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยดัชชีผลชี้วัดสิ่งแวดล้อมที่สำคัญคือ เสือโคร่ง ช้าง กระทิง และวัวแดง สัตว์เหล่านี้ถือเป็นสัตว์หายาก ที่อยู่ร่วมกันในผืนป่าธรรมชาติแห่งนี้
ด้วยข้อจำกัดเรื่องแหล่งอาหารตามธรรมชาติ ดินโปร่งขาดแคลน หรือแหล่งน้ำที่เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ จึงเป็นธรรมดาที่สัตว์ป่าเหล่านี้ จะเดินออกนอกพื้นที่แนวป่าไปรบกวนชาวบ้าน กัดกินพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย สร้างผลกระทบและความเดือดร้อนต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มบริษัท สยาม ไวเนอรี่ จึงจัดกิจกรรมนำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่ปฏิบัตการจริงของโครงการดังกล่าว ภายใน ขสป.ห้วยขาแข้ง เพื่อติดตามผลการดำเนินงานทั้งสิ้น 4 จุด ประกอบด้วย สำรวจพื้นที่จัดสร้างสระน้ำธรรมชาติแห่งใหม่ ต่อด้วยส่องสระน้ำเดิม ชมบ่อน้ำเก่า ไปต่อที่โป่งเทียม ซึ่งทั้งสระน้ำและโป่งดิน แม้จะผ่านการใช้งานมาหลายปี แต่สัตว์ป่ายังสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง
นายเพิ่มศักดิ์ กนิษฐชาต หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เปิดเผยว่า ต้องขอขอบคุณ กลุ่มบริษัท สยาม ไวเนอรี่ ให้การสนับสนุนงบประมาณจำนวน 6 ล้านบาท จัดทำต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี67-69 ในการจัดทำโครงการดังกล่าว ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างมาก อีกทั้งเชื่อว่าโครงการฯนี้ จะช่วยลดความขัดแย้ง การเผชิญหน้าระหว่าง ชาวบ้านและสัตว์ป่าได้อย่างดี

หัวหน้าขสป.ห้วยขาแข้ง กล่าวเพิ่มอีกว่า ขสป.ห้วยขาแข้งมีพื้นที่ทั้งหมด 1.8 ล้านไร่ ทิศเหนือติดกับอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางรวมถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดตาก และจังหวัดกาญจนบุรี และทิศใต้ติดกับอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี อุทยานแห่งชาติพุเตย จังหวัดสุพรรณบุรี ทั้ง 3 ด้านติดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แต่พื้นที่ด้านทิศตะวันออก ที่อยู่ติดกับชุมชน 3 อำเภอ คือ อำเภอบ้านไร่ อำเภอลานสัก และอำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี รวมแล้วประมาณ 200 กิโลเมตร
“เราก็ไม่อยากให้สัตว์ป่าของเราออกไปรบกวนชาวบ้าน แต่ทิศตะวันออกแห่งนี้มีบางจุดเป็นพื้นที่ราบ ที่สำคัญเป็นถิ่นอาศัยของวัวแดง เราจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา รวมทั้งสิ้น 8 โครงการฯ”

หัวหน้าขสป.ห้วยขาแข้ง เปิดเผยอีกว่า สำหรับโครงการดังกล่าวนี้ แบ่งออกเป็น 8 โครงการ ประกอบด้วย 1. โครงการผลิตสื่อและเผยแพร่ประชาสัมสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์เสือโคร่ง ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่เป็นเหยื่อของเสือโคร่ง และลดความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
2. โครงการติดตามการใช้ประโยชน์แหล่งอาหารสัตว์ป่าที่เป็นเหยื่อของเสือโคร่ง โดยให้กล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ คาเมร่า แทบ (Camera Trap) ใน ขสป.ห้วยขาแข้ง โดยเราจัดซื้อทั้งสิ้น 10 ชุด แบ่งเป็น 5 ชุดเป็นเลนส์มุมปกติ ส่วนอีก 5 ชุด เป็นเลนส์มุมกว้างหรือเลนส์ไวด์ เพราะต้องการคุณภาพของภาพที่ชัดและกว้างขึ้น ซึ่งเราได้เรียนรู้และติดตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งภาพที่ได้จาก คาเมร่า แทบทั้งหมดจะนำมาจัดทำวิดิทัศน์ เพื่อเป็นข้อมูลในการศึกษาเชิงลึกต่อๆไปในอนาคต

3. โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งน้ำสำหรับสัตว์ป่า ขสป.ห้วยขาแข้ง การขุดบ่อน้ำจะมีความจุ 2,000 ลูกบาศก์เมตร ปรับริมสระให้สัตว์ป่าเดินขึ้นลงกินน้ำ เล่นน้ำได้สะดวก เป็นอิสระ บริเวณรอบๆ จะเป็นสโลปลาดเอียงไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ป่า โดยเราดำเนินการขุดไปแล้วเมื่อปี’67 จำนวน 2 สระ ในปี’68 จะขุด 4 สระ และในปี’69 จะขุดเพิ่มอีก 4 สระ รวม 3 ปี ทั้งหมด 10 สระ คาดว่าเพียงพอสำหรับสัตว์ป่าทุกชนิดได้ดื่มได้แช่ในช่วงหน้าแล้ง รวมถึงเสือโคร่ง
4. โครงการปรับปรุงแหล่งอาหารสัตว์ป่า (โป่งเทียม) ขสป.ห้วยขาแข้ง ซึ่งการทำโป่งเทียมเราคำนึงถึงพื้นที่ที่เปิดโล่ง เป็นด่านสัตว์ป่าเดินผ่านเป็นประจำ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลพบว่ามีสัตว์ป่านานาชนิดลงกินโป่งจำนวนมาก และที่ไม่ขาดคือ เสือโคร่ง ตามธรรมชาติเหยื่อเยอะเสือโคร่งก็จะมาปรากฎ เป็นไปตามหลักการตามธรรมชาติ และที่สำคัญ เมื่อมีอาหารสมบูรณ์ สัตว์ป่า เป้าหมายหลักจำพวก วัวแดง และช้าง มาใช้ประโยชน์ในสิ่งที่ ขสป.ห้วยขาแข้งทำ เพิ่มโอกาสให้เจอแหล่งอาหารได้ทั่วถึง และสัตว์ป่าก็จะไม่ออกไปรบกวนพืชผลทางการเกษตรและชาวบ้าน

5. โครงการปรับปรุงทุ่งหญ้าสำหรับเป็นแหล่งาอาหารสัตว์ป่า ในพื้นที่ ขสป.ห้วยขาแข้ง โดยดำเนินการปรับพื้นที่โป่ง ขนาด 5×5 ลึก 50 ซม. โดยเสริมแร่ธาตุ อาหารสัตว์สำเร็จรูป เกลือสมุทรหรือเกลือแกง ไดแคสเซียมฟอสเฟส และ เอดีอี ซีลีเนียม ต้านไวรัส โรคลัมปีสกิน เพื่อให้สัตว์ป่าแข็งแรงตามธรรมชาติ
6. โครงการจัดการทุ่งหญ้า บริเวณรอบแหล่งน้ำในพื้นที่ ขสป.ห้วยขาแข้ง วัตถุประสงค์หลักคือเป็นอาหารสัตว์เท้ากีบ เก้ง กวาง วัวแดง และช้าง ทั้งหมด 420 ไร่ กระจายทั่วไปทั้งทุ่ง 8 จุด ในปี’67 และ ปี’68 ทำ 8 จุดเช่นกัน พยายามทำให้อยู่พื้นที่ด้านในป่าทั้งหมด

ซึ่ง ขสป.ห้วยขาแข้งไม่มีทุ่งหญ้าธรรมชาติ จึงต้องดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ป่าให้เปิดโล่ง ตามมาด้วยกระบวนการกำจัดต้นติ้ว และ ต้นเปล้าออกให้หมดไป หลังจากนั้น เราจะนำหญ้าประจำถิ่น 2 ชนิด ประกอบด้วย หญ้าหางหมาจิ้งจอก และหญ้าแฝกห้วยขาแข้ง ซึ่งเราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้หญ้าเหล่านี้เจริญงอกงามและขึ้นเพียงพอเลี้ยงสัตว์ป่าได้อย่างเพียงพอ
“เดิมทีเรามีแนวคิดที่จะเอาหญ้ารูซี่ หญ้าพลิแคทูลั่ม เข้ามาปลูก แต่หวั่นเกิดเรื่องดราม่า ที่จะตามมา เพราะหญ้าทั้งสองชนิดนี้ยังไม่มีงานวิจัยอย่างเป็นทางการว่าขึ้นได้ดีในธรรมชาติได้หรือไม่ ประกอบกับ ขสป.ห้วยขาแข้ง ได้รับการรับรองเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของประเทศไทย เกรงว่าหญ้าปศุสัตว์ดังกล่าวซึ่งเป็นหญ้าต่างถิ่นจะแพร่กระจ่ายในป่ามรดกโลก จึงต้องหยุดแนวคิดดังกล่าวไว้ก่อน หากเกิดผลเสียขึ้นมา เกรงว่ามันเกินกว่าที่ผมจะรับผิดชอบได้”

7. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (SMART PATROL) เพื่อคุ้มครองถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่เป็นเหยื่อของเสือโคร่ง และลดความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า ขสป.ห้วยขาแข้ง อีกส่วนที่สำคัญเช่นกันคือ เรื่องของการป้องกันพื้นที่ โดยเน้นทำงาน 15-20 วันต่อเดือน จัดตั้งหน่วยพิทักษ์ป่าบริเวณด้านใน ซึ่งจะมีการปรับปรุงเส้นทางถนนเพื่อให้สะดวกต่อการปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองสัตว์ป่า ซึ่งมีระยะทางทั้งสิ้น 200 กว่ากิโลเมตร ซึ่งถนนนอกจากเป็นเส้นทางลำเลียงจนท.แล้ว ยังมีประโยชน์เพิ่มอีกชั้นคือ เป็นแนวกันไฟได้อีกด้วย
และสุดท้าย 8. โครงการศึกษาเส้นทางการเคลื่อนที่ของช้างป่าในพื้นที่ ขสป.ห้วยขาแข้ง ซึ่งมีวิธีการดำเนินการร่วมระยะเวลา 1 เดือน โดยเน้นวิธีการสำรวจ และสอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ในพื้นที่โดยรอบ ขสป.ห้วยขาแข้ง รวมถึงเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและผลักดันสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ จำนวน 12 หมู่บ้าน จึงสามารถประมาณจำนวนตัวช้างป่าได้ประมาณ 64-135

หัวหน้าเพิ่มศักดิ์ เปิดเผยต่อว่า สำหรับปัญหาส่วนหนึ่งของ ขสป.ห้วยขาแข้ง ที่ประสบอยู่ในขณะนี้ คือ แหล่งน้ำ แหล่งทุ่งหญ้า และแหล่งดินโป่ง ที่มีไม่พอต่อความต้องการของสัตว์ป่า รวมถึงสิ่งเร้าพืชผลการเกษตรของชาวบ้านที่อยู่ภายนอก ขสป.ห้วยขาแข้ง ดึงดูดให้สัตว์ป่าของเราออกไปภายนอก ดังนั้น เราจึงต้องเร่งจัดทำ แหล่งน้ำ ทุ่งหญ้า และดินโป่ง เพื่อยับยั้งให้สัตว์เหล่านั้นรั้งอยู่ในพื้นที่ ขสป.ห้วยขาแข้ง ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งจุดที่ลดความขัดแย้งของคนและสัตว์ป่าได้อีกช่องทางหนึ่ง
ปัญหาคนกับช้าง ปัจจุบันนี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง เราพยายามปกป้อง ทั้งคนและสัตว์ป่า เราเดินหน้าคุยกับชาวบ้าน ทำความเข้าใจทำข้อตกลงร่วมกัน เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา หากเกิดการสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน พืชผลการเกษตร หารเยียมยาเป็นเพียงปลายเหตุ เราต้องทำอย่างไรให้ คนปลอดภัยสัตว์ป่าปลอดภัยไปพร้อมๆกัน โครงการฯนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้น เชื่อว่าหากเป็นไปตามวัตถุประสงค์ อาจเป้นอีกหนึ่งทางในการแก้ปัญหาคนกับช้างป่า ดังนั้น เดือนก.ค.นี้ จะเห็นผลงานที่ทุกฝ่ายตั้งใจร่วมกันทำ

“ผมไม่สามารถอุ้มช้าง กระทิง วัวแดง กลับเข้า ขสป.ห้วยขาแข้งได้ ไม่สามารถสร้างกำแพงล้อมป่าห้วยขาแข็งได้ ต้องคำนึงถึงการอาศัยอยู่ร่วมกันก่อน และเดินหน้าโครงการฯให้สัมฤทธิ์ผล เชื่อว่าในอนาคตความขัดแย้งก็จะเริ่มลดลงจนหมดไป”
นายเจษฎาคมน์ ยงใจยุธ ผู้จัดการฝ่ายบริหารความรับผิดชอบต่อสังคม กลุ่มบริษัท สยาม ไวเนอรี่ เผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นความตั้งใจของ นายเฉลิม อยู่วิทยา นักธุรกิจชาวไทย เจ้าของธุรกิจกระทิงแดง และผู้ร่วมก่อตั้งเรดบูล

นายเจษฎาคมน์ เผยอีกว่า โมเดลโครงการดังกล่าว สอดคล้องและเกี่ยวเนื่องกับ โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แก้ปัญหาสัตว์ขาดแคลนแหล่งน้ำและอาหารในช่วงหน้าแล้ง คือ สร้างแหล่งน้ำ ทำโป่งเทียม ปลูกแปลงหญ้า ซึ่งเราสนับสนุนมานานกว่า 10 ปี และได้ผลเป็นอย่างดี เชื่อว่า โครงการฯ ที่ ขสป.ห้วยขาแข้ง ก็จะได้ผลดีและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เช่นกัน
“เดิมที่ กลุ่มบริษัท สยาม ไวเนอรี่ มีความตั้งใจพื้นฟู กระทิง และช้าง เพราะ คุณเฉลิม อยู่วิทยาเล็งเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ดูแลรักษาผืนป่า และเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนสนับสนุนทุนทรัพย์ให้กับชุมชนในพื้นที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสัตว์ป่า ช้าง กระทิง วัวแดง โดยเฉพาะที่ อช.กุยบุรี แต่เดิมมีการบุกทำไร่ จึงมีแนวคิดฟื้นฟูป่าและสัตว์ป่าให้กลับมาสมบูรณ์ ซึ่งก็เห็นผลสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ แต่ปัญหาคนกับช้างก็ยังคงมีอยู่ อนาคตต้องร่วมกันแก้ไขต่อไป”

นายเจษฎาคมน์ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ จะมีการติดตามประมวลผล โครงการต่างๆ ที่ บ.สยาม ไวเนอรี่ ให้การสนับสนุน และพร้อมให้การช่วยเหลือต่อเนื่องต่อไป รวมถึงส่องหาเพื่อให้การช่วยเหลือในอีกหลายๆ พื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาคนกับช้าง หรือกระทิงป่าบาดเจ็บโดยเฉพาะที่ อช.ป่าทับลาน
นายธนิต บัวเขียว ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและบริหารความเสี่ยง กลุ่มบริษัท สยาม ไวเนอรี่ เล่าเสริมว่า คุณเฉลิม ช่วงวัยรุ่น ชื่นชอบการท่องเที่ยวป่าธรรมชาติ และที่สำคัญชื่นชอบสัตว์ป่า จำพวก กระทิง วัวแดง ที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในป่าร่วมกันได้ กระทั่งทำธุรกิจ จึงนำสิ่งที่ชื่นชอบมาเป็นแบรนด์ เพราะกระทิงและวัวแดง แฝงไว้ด้วยพลัง จึงเป็นที่มาของ “กระทิงแดง” จึงเป็นที่มาของจุดกำเนิดแบรนด์ดังกล่าว

นายธนิต บอกเล่าต่อว่า นายเฉลิม ทราบข้อมูลว่า กระทิงป่า อช.กุยบุรี กำลังใกล้สูญพันธุ์ จึงยื่นมือให้การสนับสนุน เพื่อช่วยเหลือพื้นฟูป่าให้กลับมาสมบูรณ์ จนปัจจุบันพบว่ากระทิงป่ากลับคืนสู่ป่ากุยบุรีเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับ โครงการฯ ที่เริ่มเดินหน้า ในพื้นที่ ขสป.ห้วยขาแข้ง หวังว่าจะดึงสัตว์ป่ากลับคืนสู่ผืนป่าเช่นดังเดิม
นับเป็นอีกหนึ่งโครงการ ที่จะช่วยหยุดยั้งการเผชิญหน้า ระหว่าง คนกับช้าง ทั้งยังปกป้องไม่ให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องเพราะทุกชีวิตล้วนมีคุณค่า ควรค่าที่จะช่วยกันปกป้อง เชื่อว่าจะเป็นโครงการที่ช่วยจุดประกาย สร้างความหวังสันติสุข การอยู่ร่วมกัน ระหว่างคนและสัตว์ป่า อย่างมีความสุข