เวลามีน้อยแต่มีนะ ชวนเที่ยวโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นมาที่นี่เรื่องกินเรื่องใหญ่ ทั้งอาหาร ทั้งขนมอร่อยไปหมด ยิ่งค่าเงินเยนตก คนไทยช็อปขาดใจ (แต่ไม่ใช่เรา)

วัดโทไดจิ มรดกโลกแห่งนารา
ทริปนี้เราได้ไปวิ่งเล่นกับฝูงน้องกวางที่เมืองนารา ได้ไหว้พระขอพรพระใหญ่ไดบุตสึ และรับพลังมูจากเทพเจ้าด้วย
ไหนๆ เที่ยวบ้านเขาก็ขอทำความรู้จักกันนิดหนึ่งก่อน ประเทศญี่ปุ่นมี 8 ภูมิภาค 47 จังหวัด ซึ่งคันไซเป็นหนึ่งในภูมิภาค ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู อยู่ทางภาคกลางตอนใต้ของประเทศ

ปราสาทโอซาก้า
คันไซมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะเป็นที่ตั้งของเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าแก่ของญี่ปุ่น ก่อนที่จะย้ายมาที่กรุงโตเกียว และยังเป็นที่ตั้งของเมืองโอซาก้า เมืองที่มีบทบาทสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เนื้อโกเบที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเนื้อวากิวระดับพรีเมียม และเมืองนารา เมืองแห่งน้องกวางแสนรู้ก็อยู่ที่ภูมิภาคนี้เช่นเดียวกัน
โอซาก้า สำหรับคนไทยไม่ต้องพูดเยอะขึ้นชื่อในเรื่องแหล่งช็อปปิ้งสุดคึกคักอย่างชินไซบาชิ หรือโดทงโบริ
เราเริ่มจากการเดินเที่ยวแถวๆ ที่พักในย่านนัมบะก่อน

ย่านโดทงโบริ
นัมบะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางที่คึกคักที่สุดของโอซาก้า เต็มไปด้วยแสงสี แหล่งช็อปปิ้ง ของกินอร่อย และร้านอิซากายะ หรือร้านเหล้าสไตล์ญี่ปุ่น ที่พบเห็นได้ตามใต้สะพาน และย่านการค้า คนญี่ปุ่นนิยมมากินดื่มหลังเลิกงาน ซึ่งเมื่อ 2-3 ปีก่อนร้านอิซากายะก็ยังได้แพร่หลายมาถึงบ้านเราด้วย
ในญี่ปุ่นร้านอิซากายะบางร้านอาจไม่รับลูกค้าต่างชาติเนื่องจากอุปสรรคด้านภาษา หรือเป็นร้านที่เน้นให้บริการลูกค้าประจำ แต่ปัจจุบันมีอิซากายะหลายแห่งที่เปิดกว้างและมีเมนูภาษาอังกฤษรองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น
ความแปลกของร้านเหล้าญี่ปุ่นอีกอย่างคือ เมื่อลูกค้าเข้าร้านยังไม่ต้องสั่งใดๆ จะมี “โทชิเฮียวริ” ซึ่งถือเป็นออร์เดิร์ฟที่ถูกเสิร์ฟมาโดยอัตโนมัติเมื่อเข้าร้าน บ้างก็เป็นของดองหรืออาหาร โดยลูกค้าปฏิเสธไม่ได้และต้องจ่ายเงิน เพราะเป็นธรรมเนียม
ป้ายไฟกูลิโกะชื่อดัง แลนด์มาร์กสำคัญของนักท่องเที่ยว เมื่อมาโอซาก้า ต้องไปเช็กอินบนสะพานเอบิสุ ในย่านโดทงโบริ ซึ่งอยู่ย่านเดียวกับชินไซบาชิ ย่านช็อปปิ้งขึ้นชื่อ ทั้งร้านแบรนด์เนมระดับโลก ร้านเครื่องสำอาง ร้านขายยา ร้านค้าปลอดภาษี บอกเลยว่าฝูงชนมาจากไหนไม่รู้มารวมตัวกันที่นี่ ยิ่งค่ำยิ่งคึกคัก

ถ้ามีลิสต์รายการสินค้าในมือแค่เตรียมเงินในกระเป๋าให้พอ การฝ่าฝูงชนลุยช็อปไม่ใช่ปัญหา ต่อให้มีเวลาวันทั้งวันถ้ามาที่นี่บอกเลยไม่พอ ยิ่งค่าเงินเยนอ่อน คนไทยสู้ตาย
รองเท้า On Cloud เป็นหนึ่งในไอเทมยอดฮิตที่ต้องซื้อกลับ ไปย่านชินไซบาชิเจอแน่นอน ที่นี่ร้านค้าทั่วไปจะปิดดึกหน่อย 3-4 ทุ่ม ส่วนห้างอื่น เช่น ไดมารู จะปิด 2 ทุ่ม
สำหรับร้านค้าทั่วไปจะมีป้าย Tax Free หรือปลอดภาษี เฉพาะต่างชาติที่ซื้อสินค้าตั้งแต่ 5,000-5,500 เยนอย่าลืมพกพาสปอร์ตติดตัวไปทุกครั้ง และหากเป็นร้านในห้างเมื่อซื้อแล้วต้องจ่ายเต็มราคาก่อน แล้วค่อยนำใบเสร็จไปทำเรื่องคืนภาษีที่เคาน์เตอร์ภายในห้างและต้องทำภายในวันที่ซื้อ ที่สำคัญต้องมีสินค้าไปแสดงเป็นหลักฐานการขอคืนภาษีด้วย
เดินเยอะเริ่มหิว เร็กคอมเมนด์ให้กินทาโกยากิ หรือพิซซ่าญี่ปุ่น ของเขาขึ้นชื่อ เป็นร้านรถเข็นอยู่ทั่วไปบนถนนสายช็อปปิ้ง

ตุ๊กตาเซียมซี
ที่นัมบะ แม้เป็นย่านความเจริญแต่ก็มีศาลเจ้ายาสากะ นัมบะ ศาลเจ้าเล็กๆ แทรกตัวอยู่ ต้องบอกเลยว่าพลังขององค์เทพที่ไม่เล็กเลย เพราะที่เห็นเด่นเป็นสง่าคือหัวสิงโตยักษ์ความสูงกว่า 17 เมตร กว้าง 11 เมตร และลึก 7 เมตร เป็นสิงโตอ้าปากว่ากันว่าคอยกลืนสิ่งชั่วร้าย สิ่งไม่ดี ของผู้ไปสักการะ และจะคายความโชคดีออกมาแทน
ศาลเจ้าแห่งนี้โดดเด่นทั้งเรื่องของการงาน ธุรกิจ ทำให้เป็นที่ศรัทธาของบรรดานักธุรกิจ
คำแนะนำ ให้เตรียมเหรียญ 5 เยน ซึ่งเป็นเหรียญทองมีรูตรงกลางไปด้วย เพราะคนญี่ปุ่นถือว่าเป็นเหรียญโชคดี ส่วนวิธีขอพรสำหรับที่ศาลเจ้า ให้โยนเหรียญแล้วโค้งคำนับ 1 ครั้ง จากนั้นก็ตบมือ 2 ครั้ง แล้วตั้งจิตอธิษฐาน

น้องกวางนาราแสนรู้
ไปต่อกันที่นารา เมืองแห่งกวางน้อยสุดน่ารัก ปล่อยให้วิ่งกันอย่างอิสระทั่วสวนสาธารณะนารา ว่ากันว่ามีกว่า 10,000 ตัว และเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวกวางทุกตัวจะถูกตัดเขา ดังนั้น เดินๆ ไป กวางจะมาทักทายเอง

น้องกวางนาราแสนรู้
และถ้าใครไปเปิดกระเป๋าสตางค์ใกล้ร้านรถเข็นที่มีคุณลุง คุณป้า ยืนขายขนมเซมเบ้ อาหารสำหรับน้องกวาง เมื่อไหร่เมื่อนั้นโดนฝูงน้องกวางรุมแน่นอน เพราะน้องๆ รู้ว่าจะได้กินขนมเซมเบ้แน่ๆ ส่วนราคาก็ไม่แพง 200 เยน น้องจะได้ยอมให้ถ่ายรูปคู่ด้วย

พระพุทธรูปไดบุสึ
บริเวณเดียวกันยังมี วัดโทไดจิ (Todai-ji) ได้รับ การขึ้นทะเบียนในฐานะส่วนหนึ่งของมรดกโลกแห่งนารา จากองค์การยูเนสโก สิ่งแรกที่จะพบเมื่อถึงวัดคือ ประตูนันไดมง ขนาดใหญ่ที่มีเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวแบบนาราสไตล์ที่สามารถมองเห็นไม้ค้ำยันโครงสร้างหลังคาได้อย่างชัดเจน ด้วยความที่บานประตูมีขนาดใหญ่มากทำให้ต้องใช้เสาไม้ขนาดใหญ่ค้ำยันเพื่อรองรับน้ำหนักมากถึง 18 ต้น

พระพุทธรูปไดบุสึ
ภายในวัดโทไดจิยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์คือ พระพุทธรูปไดบุตสึองค์ใหญ่ หรือคนไทยเรียกว่า หลวงพ่อโต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีความสูง 15 เมตร หนักประมาณ 500 ตัน โดยการสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ต้องใช้โลหะเป็นจำนวนมหาศาล
ไหว้พระขอพรเป็นสิริมงคลแล้วอย่าลืมลองลอดเสารูขนาดเท่ากับรูจมูกของพระพุทธรูปไดบุตสึ มีความเชื่อว่าหากใครสามารถลอดผ่านรูนี้ได้ = สมหวัง สาธุ…
ตามวัดและศาลเจ้าในญี่ปุ่นจะมีเครื่องรางจำหน่าย มีการบอกเล่าว่าเครื่องรางจะมีอายุเพียง 1 ปีเท่านั้น ถ้าปีหน้ามีโอกาสกลับไปก็ไปซื้อใหม่ เพื่อเริ่มต้นความโชคดีรอบใหม่
ส่วนเซียมซีในญี่ปุ่น ถ้าได้ใบไม่ดีไม่ต้องกังวล เขาจะมีที่ให้ผูกไว้ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์วัฒนธรรมน่ารักๆ ของญี่ปุ่น
ก่อนกลับเราไปปิดทริปกันที่ปราสาทโอซาก้า อีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ไปถือว่าไปไม่ถึงโอซาก้า ปราสาทนี้ตั้งอยู่ในใจกลางโอซาก้า ได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติสำคัญทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น ถูกสร้างครั้งแรกในปี 1583 เป็นปราสาท 8 ชั้น โดยเป็นส่วนบนพื้นดิน 5 ชั้น และใต้ดิน 3 ชั้น ใช้เวลาสร้างถึง 14 ปี

สิงโตที่ศาลเจ้ายาสากะ-นัมบะ
จุดเด่นของปราสาทนี้คือความสูงของกำแพงที่ทำจากหินก้อนใหญ่ยักษ์ หินที่ใหญ่ที่สุดในนั้นมีชื่อว่า “ทาโคะอิชิ” มีน้ำหนักมากถึง 130 ตัน ตัวปราสาทมีการปรับปรุงสร้างใหม่อยู่หลายครั้ง และเคยได้รับความเสียหายอย่างหนักด้วยกัน 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1660 สาเหตุจากฟ้าผ่าลงมาที่คลังแสงของปราสาท ทำให้เกิดระเบิดและไฟไหม้ตัวปราสาทพังเสียหายเป็นอย่างมาก

ลอดผ่านรูนี้ได้-=-สมหวัง
อีกครั้งคือในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นนำคลังแสงของปราสาทมาเป็นฐานการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สำคัญของประเทศ ทำให้ปราสาทถูกโจมตีจากทางฝ่ายพันธมิตรอย่างหนัก
หลังจากจบสงครามรัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มบูรณะฟื้นฟูสร้างปราสาทใหม่ โดยแน่นอนว่าพยายามให้กลับมาสวยงามตามอาคารต้นตำรับ แต่ในปัจจุบันภายในมีความทันสมัย มีการติดตั้งลิฟต์ให้บริการ แต่คิวค่อนข้างยาว ใครเข่าดีมีบันไดให้เดินขึ้น ค่อยๆ แวะชมแต่ละชั้นจะมีโซนพิพิธภัณท์เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้เรียนรู้ และบางชั้นก็มีของที่ระลึกขายด้วย
เรียกว่าทริปนี้ได้ครบ! เดิน ชิม กิน ช็อป ไหว้
วิภา สุนันท์สถาพร