ทุเรียนได้รับการขนานนามว่าราชาผลไม้ เป็นที่ชื่นชอบทั้งของคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคนจีนที่ชอบรับประทานทุเรียนเป็นอย่างมาก
ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก ทำรายได้เข้าประเทศมหาศาลปีละกว่า 1.5 แสนล้านบาท สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรเป็นกอบเป็นกำ
ในไทยมีการปลูกทุเรียนทุกภาค ทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 49 จังหวัด โดยภาคตะวันออกปลูกมากสุด ซึ่งจะให้ผลผลิตในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. รองลงมาเป็นภาคใต้ ซึ่งจะให้ผลผลิตช่วงเดือนก.ค.-ก.ย.ของทุกปี

ทั้งนี้ ทุเรียนแต่ละจังหวัดมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง จนได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
อย่างเช่น “ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา” หรือ Sa-Ded Nam Yala หรือ Durian Sa-Ded Nam Yala เป็นสินค้าอัตลักษณ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2564 ที่ผ่านมา

เนื่องจากทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา ปลูกบนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตั้งแต่ 100 เมตรขึ้นไป ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัดยะลา สภาพแวดล้อมที่ห้อมล้อมด้วยผืนป่า ภูเขา สายน้ำ แร่ธาตุในดิน จึงส่งผลให้คุณภาพของทุเรียนในพื้นที่แตกต่างจากแหล่งอื่น คุณภาพดี คือ เนื้อทุเรียนแห้ง ไม่แฉะ รสชาติหวานมัน ละเอียด เส้นใยน้อย มีกลิ่นเฉพาะตัวและเนื้อมีสีเหลืองอ่อนหรือเข้มตามแต่ละสายพันธุ์

ทำให้ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา เป็นพืชเศรษฐกิจที่จังหวัดยะลาให้การส่งเสริมเป็นสินค้ามูลค่าสูง เนื่องจากเป็นไม้ผลที่นิยมบริโภคทั้งในและต่างประเทศ

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โดย นายไพฑูรย์ สีลาพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 สงขลา (สศท.9) สศก. กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา ปี 2567 พบว่ามีเนื้อที่ยืนต้น 96,234 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 91 ของเนื้อที่ปลูกทั้งจังหวัด เนื้อที่ให้ผล 66,788 ไร่ ผลผลิตรวม 76,739 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,149 กิโลกรัม/ไร่

นายไพฑูรย์ สีลาพัฒน์
เกษตรกรปลูกทั้งหมด 5 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์หมอนทอง พันธุ์ก้านยาว พันธุ์ชะนี พันธุ์พวงมณี พันธุ์มูซังคิง และพันธุ์หนามดำหรือโอฉี่ สามารถปลูกได้ตลอดปี แต่ที่เหมาะสมควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
เกษตรกรในพื้นที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงเดือนก.ค.-ก.ย.ของทุกปี หรืออาจจะคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละปี

ด้านราคาที่เกษตรกรขายได้ทั้ง 3 สายพันธุ์ที่นิยมปลูก (ราคาเฉลี่ยปี 2567 ช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด) ได้แก่ พันธุ์หมอนทอง เกรดคละ ราคา 85 บาท/กิโลกรัม เกรดส่งออก AB ราคา 65.50 บาท/กิโลกรัม พันธุ์ก้านยาว เกรดคละ 57.58 บาท/กิโลกรัม และพันธุ์ชะนี เกรดคละ 48.89 บาท/กิโลกรัม

“สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา GI ทางจังหวัดยะลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเกษตร ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการบริโภคทุเรียนสดและผลิตภัณฑ์ทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มช่องทางการค้าระหว่างผู้ค้าทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงตลาดออนไลน์ สร้างแบรนด์ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลาให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น และแปรรูปวัสดุเหลือใช้จากเศษทุเรียนเป็นสินค้าสร้างรายได้” ผู้อำนวยการ สศท.9 กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ภาพรวมของทุเรียนจังหวัดยะลา พบว่ามีวิสาหกิจชุมชนจำนวน 14 แห่ง ที่ดำเนินการรวบรวมผลผลิตทุเรียน เพื่อกระจายผลผลิตออกสู่ตลาด และมีศูนย์บ่มเพาะธุรกิจและตลาดทุเรียน 1 แห่ง
โดยดำเนินการคัดเกรด แยกผลผลิตสู่ช่องทางต่างๆ ตรวจสอบ ย้อนกลับ ขับเคลื่อนการจัดการทุเรียนอ่อน ได้ถ่ายทอดความรู้การแปรรูปแก่องค์กรเกษตรกร และส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

และมีศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา ซึ่งบูรณาการร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด จัดตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน (ศชช.) ในพื้นที่ศูนย์ดินปุ๋ยชุมชนของสำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา 2 แห่ง ในพื้นที่อำเภอบันนังสตา และอำเภอยะหา เพื่อดำเนินการศึกษา วิจัย และพัฒนาปุ๋ยไว้ใช้ในพื้นที่อำเภอบันนังสตา และอำเภอยะหา
อีกทั้งกลุ่มเกษตรกรทั่วไปในอำเภอรามันได้มีการผลิตไตรโคเดอร์มา สารชีวภัณฑ์ แหนแดง แมลงหางหนีบ กำจัดเพลี้ย BS DOA20W16 และเห็ดเรืองแสงสิริรัศมี เพื่อแก้ปัญหาลดการใช้สารเคมีในการควบคุมโรครากเน่าโคนเน่าและหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน
หากเกษตรกรหรือประชาชนรายใดสนใจข้อมูลสถานการณ์การผลิตทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา GI สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.9 โทร. 0-7431-2996 หรืออีเมล [email protected]