นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา สเตต (Florida State University) เผยว่า “คนที่แต่งงานแล้ว มีแนวโน้มเป็นโรคสมองเสื่อมมากกว่าคนโสดถึง 50%”
งานวิจัยมากมายบอกว่าการมีชีวิตคู่ที่ดีส่งผลดีต่อสุขภาพจิต ช่วยลดความเครียด และสร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย แต่ล่าสุด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา สเตต (Florida State University) กลับค้นพบว่า “คนที่แต่งงานแล้ว มีแนวโน้มเป็นโรคสมองเสื่อมมากกว่าคนโสดถึง 50%”
งานวิจัยนี้เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2025 โดยทีมนักวิจัยนำโดย เซลิน คาราโคเซ (Selin Karakose) พบว่า กลุ่มผู้ใหญ่ที่ไม่มีคู่ครอง ไม่ว่าจะโสด หย่า หรือหม้าย มีความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ หรือภาวะสมองเสื่อมน้อยกว่าคนที่แต่งงานแล้ว
ทำไมคนโสดถึงเสี่ยงสมองเสื่อมน้อย
แม้จะยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน แต่นักวิจัยเชื่อว่า “การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม” คือกุญแจสำคัญ หนึ่งในทีมวิจัยอธิบายว่า “คนที่ไม่เคยแต่งงานมักมีแนวโน้มเข้าสังคมกับเพื่อนหรือเพื่อนบ้านบ่อยกว่า และยังมีพฤติกรรมดูแลสุขภาพที่ดีกว่าคู่แต่งงานหลายคน”
นอกจากนี้ การเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ และใช้ชีวิตในแบบที่หลากหลาย อาจเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพสมองให้แข็งแรง ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีและการดูแลสุขภาพจิตที่สมดุลจึงเป็น “เกราะป้องกันสมองเสื่อม” ในระยะยาว ซึ่งผลนี้สอดคล้องกันทั้งในผู้ชายและผู้หญิงทุกช่วงอายุ
ชีวิตแต่งงานอาจทำให้พึ่งพาคนอื่นมากเกินไป
นักวิจัยยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “คู่แต่งงานมักมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมน้อยกว่า และคุณภาพของการสื่อสารกับคนรอบข้างก็น้อยกว่าคนโสด” ซึ่งอาจทำให้พวกเขามีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตสูงขึ้นในระยะยาวยิ่งไปกว่านั้น ในบางความสัมพันธ์ คู่แต่งงานอาจต้องเผชิญกับความเครียดจากการดูแลคู่ชีวิตที่เจ็บป่วย หรือภาระหน้าที่ในบ้าน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม
แล้วสรุปการแต่งงานดีไหม
แม้ผลการวิจัยนี้อาจฟังดูไม่น่ายินดีนักสำหรับคู่รักหรือคนที่กำลังจะแต่งงาน แต่ก็ไม่ควรมองข้ามงานวิจัยอื่น ๆ ที่ยืนยันว่า “การแต่งงานที่ดี” ช่วยส่งเสริมสุขภาพสมอง ความมั่นคงทางอารมณ์ และคุณภาพชีวิตโดยรวมได้อย่างมาก
ไม่ว่าจะโสดหรือแต่งงานแล้ว สิ่งสำคัญคือการมี “วิถีชีวิตที่สมดุล” รู้จักดูแลตัวเอง สร้างความสัมพันธ์ที่ดีทั้งในครอบครัวและกับสังคมรอบข้าง รวมถึงเปิดใจเรียนรู้และมีส่วนร่วมกับโลกอยู่เสมอ นั่นต่างหากคือกุญแจสำคัญของชีวิตที่ดีและสุขภาพสมองที่ยืนยาว
ที่มา: worldofbuzz


