ระยอง ไม่ได้มีเพียงทะเลและชายหาด แต่ยังเต็มไปด้วยศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมที่ไม่เพียงสร้างสีสันใหม่ให้การเดินทาง แต่ยังกลายเป็นพลัง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

หลากหลาย - สีสันเมืองระยองหน้าฝน ชิมทุเรียนถุงแดง-ยลผ้าพื้นถิ่น

สวนคุณประยูร-อชิคาเฟ่

ด้วยพลังสนับสนุนจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่อย่างกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ที่ร่วมผลักดันให้ระยองกลายเป็นหมุดหมายใหม่ที่น่าท่องเที่ยวในฤดูฝน

หลากหลาย - สีสันเมืองระยองหน้าฝน ชิมทุเรียนถุงแดง-ยลผ้าพื้นถิ่น

 

หลากหลาย - สีสันเมืองระยองหน้าฝน ชิมทุเรียนถุงแดง-ยลผ้าพื้นถิ่น

ในช่วงเดือนมิ.ย.ของทุกปี คือ ฤดูผลไม้ของระยอง ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด และสละ พร้อมเปิดสวนให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสใกล้ชิดกับวิถีเกษตร และลิ้มลองผลไม้สดจากต้นถึง 33 แห่ง

หลากหลาย - สีสันเมืองระยองหน้าฝน ชิมทุเรียนถุงแดง-ยลผ้าพื้นถิ่น

หนึ่งในประสบการณ์ใหม่ คือ การชิม “ทุเรียนถุงแดง” คุณภาพพรีเมียม ของ “สวนคุณประยูร-อชิคาเฟ่” อ.แกลง จ.ระยอง ของ “ประยูร-กัญญา ตรงชื่น” สองสามีภรรยาชาวสวน พลิกฟื้นบ่อดินลูกรัง 160 ไร่ ให้กลายเป็นอาณาจักรสวนทุเรียนและผลไม้นานาชนิดกว่า 27 สายพันธุ์

หลากหลาย - สีสันเมืองระยองหน้าฝน ชิมทุเรียนถุงแดง-ยลผ้าพื้นถิ่น

นวัตกรรมถุงแดง

ด้วยความตั้งใจที่จะฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมในระยองบ้านเกิด ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีชีวิตชีวา ดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างโอกาสให้กับผู้คนในท้องถิ่น

ความพิเศษโดดเด่นของทุเรียนที่นี่ คือเป็นทุเรียนถุงแดงพรีเมียม ที่ใช้นวัตกรรมถุงห่อทุเรียน Magik Growth หรือ “นวัตกรรมถุงแดง” ซึ่งวิจัยและพัฒนาโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค-สวทช.) สามารถเพิ่มน้ำหนักและคุณภาพผิวผลทุเรียน ให้กลายเป็นทุเรียนเกรดพรีเมียม อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

หลากหลาย

เงาะดกเต็มต้นที่สวนยายดา-เจ๊บุญชื่น

การใช้ “นวัตกรรมถุงแดง” ห่อทุเรียนหลังติดผลประมาณ 60 วันไปจนถึงวันเก็บเกี่ยว ช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืชช่วยประหยัดต้นทุนและลดใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงศัตรูพืช ทำให้ได้ทุเรียนปลอดสารพิษที่ผิวสวย เนื้อแน่น และรสชาติดีขึ้น เป็นมิตรทั้งต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

ใครที่อยากลิ้มรสทุเรียนหมอนทองระยอง และผลไม้สดจากสวนทั้งเงาะ สละ มังคุด แต่ไม่อยากจ่ายแพงแบบบุฟเฟต์มาที่สวนคุณประยูร-อชิคาเฟ่ถือว่าตอบโจทย์ ในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. ที่นี่มีบริการ “ซื้อ-ชั่ง-นั่งทาน” กันแบบชิลชิล

หลากหลาย - สีสันเมืองระยองหน้าฝน ชิมทุเรียนถุงแดง-ยลผ้าพื้นถิ่น

ท่ามกลางบรรยากาศคาเฟ่ที่เปิดโล่ง รับลมทะเลจากหาดแหลมแม่พิมพ์ และโอบล้อมด้วยวิวสวนทุเรียน ที่นี่ยังมีครบทั้งมุมถ่ายรูป จุดกางเต็นท์ และเมนูเด็ดอย่างเค้กทุเรียน กาแฟทุเรียน นมทุเรียนปั่น โกโก้ทุเรียน และผลไม้แปรรูปจากสวน เปิดให้บริการตลอดปี

สําหรับนักท่องเที่ยวสายกรีนอย่าพลาด “สวนยายดา-เจ๊บุญชื่น” ต.ตะพง อ.เมืองระยอง คืออีกจุดหมายที่แนะนำ

ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรผสมผสาน ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี พื้นที่รวมประมาณ 30 ไร่ บุกเบิกโดยประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร บ้านยายดา” บุญชื่น โพธิแก้ว หรือ “ป้าชื่น” ที่น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้

 

หลากหลาย - สีสันเมืองระยองหน้าฝน ชิมทุเรียนถุงแดง-ยลผ้าพื้นถิ่น

เจ๊บุญชื่นพาชมสวน

ยึดแนวทาง “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” ภายในสวนอาจจะไม่ได้มีการตกแต่งที่สวยงามหรูหรา แต่ทุกตารางนิ้วสะท้อนถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น ปลูกพริกไทยให้เกาะโตไปกับต้นทุเรียน สวนอาจดูรกไปบ้างเพราะตั้งใจให้เป็นเหมือนป่า

พืชพรรณทุกต้นในสวนล้วนสร้างรายได้ ภายใต้แนวคิด “สวนนี้ปลูกไว้แบบรกรุงรัง แต่ได้สตางค์ทุกต้น”

หลากหลาย - สีสันเมืองระยองหน้าฝน ชิมทุเรียนถุงแดง-ยลผ้าพื้นถิ่น

เยี่ยมชมสวนยายดา-เจ๊บุญชื่น

“เดิมทีสวนเราเป็นเพียงสวนชาวบ้านธรรมดา แต่ด้วยการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภาครัฐ และเอกชน ทำให้เราได้พัฒนาจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องขนผลผลิตไปขายที่อื่น ลดต้นทุนนักท่องเที่ยวมาชิมสดจากสวนได้เลย ทำให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้ชุมชน” เจ๊บุญชื่นเล่า

สวนยายดา-เจ๊บุญชื่น ยังสะท้อนวิถีท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการใช้โซลาร์เซลล์ การทำปุ๋ยหมักจาก ใบไม้ เปลือกผลไม้ ลดพลังงานและของเสีย สอดคล้องแนวคิด BCG

นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินชมสวนได้โดยไม่ต้องใช้รถ ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน จนคว้ารางวัลดีเด่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ครั้งที่ 14 ถึง 2 รางวัล คือ ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเพื่อความยั่งยืน

หลากหลาย - สีสันเมืองระยองหน้าฝน ชิมทุเรียนถุงแดง-ยลผ้าพื้นถิ่น

ผ้าตากะหมุก

ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ยั่งยืน ด้วยทุนทางวัฒนธรรมในชุมชน ให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจได้จริง อย่าง การทอผ้าพื้นถิ่น “ผ้าตากะหมุก” ที่เคยถูกบันทึกไว้ในพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 5 ว่า “มีฝีมือดีกว่าที่กรุงเทพฯ” แต่กลับสูญหายไปเกือบ 80 ปี ให้คืนชีพขึ้นมา กลายเป็นอีกหนึ่ง ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของ จ.ระยอง

หลากหลาย

จิรพันธุ์-สัมภาวะผล

คนรุ่นใหม่อย่าง “จิรพันธุ์ สัมภาวะผล” รองประธานสภาวัฒนธรรม อ.เมืองระยอง ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลเพ ประธานศูนย์อนุรักษ์ผ้าพื้นถิ่นระยอง ได้ค้นคว้าและรื้อฟื้นลวดลายผ้าโบราณนี้ขึ้นมาอีกครั้งจากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน จนได้รับการประกาศให้เป็นลายผ้าประจำจังหวัดระยองอย่างเป็นทางการในปี 2565

นอกจากนี้ยังต่อยอดสู่กางเกงซอฟต์พาวเวอร์ “ลายยองฮิ” ที่หยิบเอาไฮไลต์ความเป็นระยอง จากคำขวัญประจำจังหวัดมาไว้บนลายผ้าสุดเก๋ ตัดเย็บโดยคนในชุมชนที่เคยตกงานช่วงโควิด-19 ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจไปพร้อมๆ กัน

หลากหลาย

เครื่องทอผ้า

ไฮไลต์ของผ้าตากะหมุกยังโกอินเตอร์สู่สายตาชาวโลก เมื่อ Dow ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย จัดแสดงนิทรรศการ Weaving Our Stories โดยมี “อแมนด้า พึ่งโพธิปักขิยะ” ศิลปินเชื้อสายไทย-อเมริกัน นำผ้าพื้นถิ่นระยองสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะร่วมสมัย นำไปจัดแสดงที่สหรัฐ เพื่อเฉลิมฉลอง 190 ปี ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ เมื่อปี 2567

กลายเป็นระบบเศรษฐกิจชุมชนที่เชื่อมโยงทุกคนในพื้นที่ ปัจจุบันขยายการสร้างอาชีพไปยัง 6 กลุ่มผู้ประกอบการใน 4 อำเภอ คือ อ.เมืองระยอง อ.บ้านฉาง อ.ปลวกแดง และอ.เขาชะเมา อีกทั้งยังถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ผู้พิการ นักเรียน และกลุ่มแม่บ้าน

หลากหลาย

ศูนย์การเรียนรู้

นายณัฐพงศ์ จิรวัฒนาวรกุล ผู้อำนวยการ แผนกองค์กรสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า จังหวัดระยองคือ “บ้าน” ของฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของ Dow ในเอเชียแปซิฟิก เรามีความผูกพันกับชุมชนระยอง มาหลายสิบปี จึงมีโอกาสได้มองเห็นสิ่งดีๆ ที่น่าสนใจในพื้นที่มากมาย

ด้วยความเชื่อว่ากิจกรรมเพื่อสังคมที่ยั่งยืน ไม่ใช่การมอบสิ่งของ แต่คือการส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน เพื่อให้มีรายได้เพิ่มและพึ่งพาตนเองได้ เราจึงช่วยส่งเสริมช่องทางการตลาด และการประชาสัมพันธ์ให้กับการท่องเที่ยว และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นระยองอย่างต่อเนื่อง

หลากหลาย

สีย้อมผ้า

การดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจและสังคมของ Dow ในระยอง สะท้อนแนวคิด “บ้าน” ที่ไม่ได้หมายถึงแค่สถานที่ตั้งโรงงาน แต่คือการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างเกื้อกูล ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับคนในพื้นที่

นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการผสานพลังระหว่างธุรกิจ ชุมชน และวัฒนธรรม เพื่อร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืนให้กับชุมชนได้มีรายได้และพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง

พรพิมล แย้มประชา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน