จากสวนอินทผลัมที่เคยสร้างรายได้ปีละครั้ง มาวันนี้ได้กลายเป็นแหล่งผลิต “หอยเชอรี่สีทอง” หรือ “Golden Apple Snail” สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่สร้างรายได้ตลอดทั้งปี

พร้อมต่อยอดสู่เมนูอาหารพื้นบ้านสุดแซ่บหลากหลาย เช่น หอยลวกจิ้มซีฟู้ด ผัดกะเพราหอย แกงคั่วหอย ส้มตำหอยและลาบหอย ที่ปรุงโดยฝีมือสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกอินทผลัมเกษตรผสมผสาน บ้านนางแก้ว

โดยนายชาติชาย แสงเจริญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกอินทผลัมเกษตรผสมผสาน บ้านนางแก้ว เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนได้ลงทุนปรับที่ดินแปลงนามาปลูกอินทผลัม พร้อมขุดร่องสวนเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ สำหรับใช้รดต้นอินทผลัมและรักษาความชื้น

แต่เพื่อทำให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี จากการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแหล่งน้ำอย่างคุ้มค่ามากที่สุด จึงลองศึกษาทำให้พบว่าหอยเชอรี่สีทองตอบโจทย์ทุกด้าน ทั้งเลี้ยงง่าย โตไว ขยายพันธุ์เร็ว ต้นทุนต่ำ ลงทุนเพียงครั้งเดียวสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยกำจัดวัชพืชน้ำ เช่น จอก แหน ไปในตัว


นอกจากนี้ ยังนำไปประกอบอาหารได้อร่อยหลากหลาย สำหรับบริโภคเองในครัวเรือน หรือส่งขายให้กับร้านอาหาร
หอยเชอรี่สีทอง ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ให้มีจุดเด่นที่แตกต่างจากหอยเชอรี่ตามธรรมชาติอย่างชัดเจน คือ เปลือกสีเหลืองทองอ่อนถึงทองเข้มดูสวยสะดุดตา ทำให้หาเก็บง่ายและดูน่ารับประทานกว่า


อีกทั้งยังอุดมไปด้วยโปรตีนประมาณ 12-16% ไขมันต่ำ มีแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก รสชาติเนื้อหวาน กรอบ คล้ายปลาหมึก ทำให้เป็นทางเลือกโปรตีนราคาย่อมเยาสำหรับผู้บริโภค เป็นที่ต้องการของร้านอาหารพื้นบ้านและฟาร์มเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์
สำหรับการแยกเพศ สามารถดูได้จากเปลือกก้นหอย หากเป็นตัวผู้จะเป็นสีเหลืองทอง ส่วนตัวเมียจะเป็นสีดำ ขณะที่หอยธรรมชาติจะมีเปลือกสีน้ำตาลเข้มถึงเขียวปนดำ กลมกลืนกับน้ำและให้เนื้อเหนียวกว่า

จุดเริ่มต้นของการเลี้ยง มาจากการทดลองนำพ่อแม่พันธุ์เพียง 20 คู่ มาเลี้ยงในร่องสวนอินทผลัม ใช้มุ้งไนลอนทำกระชัง ให้อาหารพื้นบ้านง่ายๆ อย่างจอก แหน มะละกอ สาหร่าย เศษผักและเศษใบไม้

ผลปรากฏว่าหอยเติบโตดี เนื่องจากมีโปรตีนจากพืชสูงเพียงพอต่อความต้องการ และยังช่วยลดต้นทุนการให้อาหาร ซึ่งหอยเชอรี่ชอบอาศัยอยู่ในอุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส และค่า pH น้ำที่เหมาะสมคือ 6.5-8.0 หากจัดการระบบน้ำดี ป้องกันศัตรู เช่น นกปากห่าง ก็จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ

เมื่อหอยเชอรี่ผสมพันธุ์กัน ตัวเมียจะเดินขึ้นมาวางไข่สีชมพู ลักษณะเป็นกลุ่มก้อนรูปทรงยาวรีคล้ายพวงองุ่น ยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร บริเวณผนังกระชังเหนือผิวน้ำ เพื่อป้องกันการถูกศัตรูในน้ำทำลาย
โดยแม่พันธุ์ 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ทุกๆ 5-7 วัน และให้ไข่มากถึงครั้งละ 200-2,000 ฟองต่อรอบ เพื่อเพิ่มอัตราการรอดจากศัตรูโดยธรรมชาติและสภาพอากาศ ตนจะใช้อุปกรณ์ตักไข่หอยเชอรี่ออกจากผนังกระชังไปจัดเรียงไว้ในตะกร้า ปิดด้วยแผ่นพลาสติก แล้วนำไปใส่ในกระชังอนุบาล ใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน ลูกหอยจะฟักออกมาจากไข่และตกลงในน้ำจากนั้นจะเริ่มหากิน

ในระหว่างนี้ตนจะให้อาหารจำพวกพืชน้ำขนาดเล็ก และพืชใบอ่อน อาทิ ใบตำลึงและแหนแดง เมื่อเลี้ยงต่ออีก 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือน ตัวหอยจะมีขนาดเท่าเหรียญบาท ก่อนแยกเข้ากระชังขุนอีกประมาณ 2 เดือน ตัวหอยจะมีขนาดเท่ากับเหรียญสิบ สามารถจำหน่ายเพื่อบริโภคได้ในราคากิโลกรัมละ 110 บาท ขณะที่หอยอายุ 5 เดือนขึ้นไป ก็จะขายเป็นพ่อแม่พันธุ์ให้เกษตรกรรายอื่น

ซึ่งถือว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยงต่ำกว่าสัตว์น้ำอื่นๆ หลายชนิด ส่วนของเสียจำพวกมูลและเปลือกหอย ก็จะนำไปหมักทำเป็นปุ๋ยสำหรับต้นอินทผลัมต่อไป
หลังจากทดลองเพาะเลี้ยงหอยเชอรี่สีทองจนเป็นผลสำเร็จ ได้มีชาวบ้านในพื้นที่สนใจเข้ามาเรียนรู้กันเป็นจำนวนมากเพราะต้องการทำเป็นอาชีพเสริม จึงมีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกอินทผลัมเกษตรผสมผสานบ้านนางแก้วขึ้น เพื่อช่วยกันเพาะขยายพันธุ์และเพิ่มปริมาณผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยมีลูกค้าหลักเป็นร้านอาหารและชาวบ้านนำไปแปรรูปบริโภค

สำหรับผู้ที่สนใจเยี่ยมชมหรือต้องการอุดหนุนผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกอินทผลัมเกษตรผสมผสาน บ้านนางแก้ว” หมู่ที่ 3 ต.นางแก้ว อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก สวนพิณชายอินทผลัม หรือโทร. 09-8071-0531, 06-4563-5194
ขวัญเพชร โชคบรรดาลสุข