ไทยออยล์ ปรับกลยุทธ์ธุรกิจครั้งใหญ่ เน้นเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมรับแนวโน้มในอนาคต ภายใต้แนวคิด “Empowering Strength for Powering Growth” เดินหน้าโครงการ CFP ให้แล้วเสร็จตามแผน สร้างฐานะการเงินที่มั่นคง รักษาอันดับความน่าเชื่อถือ ขยายตลาดสู่ภูมิภาค และเดินหน้าสู่ธุรกิจใหม่ ตอบรับความต้องการในอนาคต

วันที่ 19 พ.ย. 2568 นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ “TOP” เปิดเผยว่า ไทยออยล์ ได้กำหนดกรอบในการดำเนินการด้านกลยุทธ์ในอีก 10 ปี ข้างหน้า เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและรองรับบริบทธุรกิจยุคใหม่

ภายใต้แนวคิด “Empowering Strength for Powering Growth” มุ่งสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจปัจจุบัน พร้อมเดินหน้าสู่โอกาสใหม่ในอนาคต เพื่อให้ไทยออยล์เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยยึดแนวทางการเติบโตที่สมดุลระหว่าง “ความแข็งแรงของธุรกิจวันนี้” และ “ศักยภาพของธุรกิจอนาคต”

โดยช่วงแรกอยู่ระหว่างปี 2025-2030 เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจโรงกลั่น เดินหน้าโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) ให้สำเร็จ ลดการปล่อยคาร์บอนผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สร้างฐานะการเงินที่มั่นคงและรักษาอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment Grade)

อีกทั้งขยายตลาดสู่ภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูง ต่อยอดแพลตฟอร์มการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด “Powering Platform” ดำเนินการผ่านบริษัท TOPNEXT ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มไทยออยล์เพื่อขยาย Distribution Network

โดยเฉพาะกลุ่มสารทำละลายและเคมีภัณฑ์ ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการขยายสู่ธุรกิจใหม่ที่ตอบสนองแนวโน้มความต้องการในอนาคตผ่านความร่วมมือทางการค้ากับผู้ผลิตหรือคู่ค้า (Commercial Collaboration) และการวิจัยและพัฒนา

พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการองค์กร โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและระบบดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ทั้งการใช้ AI การพัฒนาโซลูชั่นด้านโลจิสติกส์และผลักดันให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทในการสร้างนวัตกรรม

นายบัณฑิต กล่าวต่อไปว่า ในการดำเนินการนั้นไทยออยล์จะมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจปัจจุบันและการใช้สินทรัพย์เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มุ่งสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจการกลั่นทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การดำเนินโครงการ CFP ให้สำเร็จตามแผนงาน

รวมทั้งรักษาความเป็นผู้นำในการสร้างผลกำไร การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย การบริหารจัดการเชิงรุกตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

นอกจากนี้ การขับเคลื่อนดังกล่าวจะทำคู่ขนานกับการขยายตลาดสู่ภูมิภาค มุ่งเน้นการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ และขยายตลาดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะและมีอัตรากำไรที่สูงกว่า โดยมีประเทศเป้าหมาย ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย

ส่วนช่วงที่ 2 ระหว่างปี 2031 – 2035 ไทยออยล์จะเดินหน้าขยายเข้าสู่ธุรกิจใหม่ที่มีผลตอบแทนที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกลุ่มธุรกิจที่สนใจ ได้แก่ ธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น กลุ่มธุรกิจสารเคมีที่ใช้ยับยั้งและกำจัดเชื้อโรค และสารชะล้างทำความสะอาด (Disinfectant & Surfactant)

กลุ่มธุรกิจพอลิเมอร์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ (Specialty Polymers) โดยดำเนินการในรูปแบบ “Solution Provider” กลุ่มธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น ธุรกิจการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน ธุรกิจไฮโดรเจน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เป็นต้น

นายบัณทิต กล่าวอีกว่า กลยุทธ์ด้าน ESG นั้น ภายในปี 2035 ไทยออยล์มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิตผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน โดยได้กำหนด Internal Carbon Price เพื่อใช้ส่งเสริมการลงทุนในโครงการลดคาร์บอนและควบคุมโครงการที่ปล่อยคาร์บอนสูง

รวมถึงการสะสม Carbon Credit ผ่านโครงการปลูกป่า เพื่อนำ Carbon Credit ที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า โดยนำมาใช้ชดเชยในกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการซื้อ Carbon Credit ที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสมเพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอน และหลังจากปี 2035 หากเทคโนโลยีมีความพร้อมและต้นทุนเหมาะสม จะพิจารณาทางเลือกการลงทุนในเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยคาร์บอน เช่น CCS เป็นต้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน