นวัตกรรม อาหารหวานน้อย เปิด 3 เมนูนอกตำรา ทำได้จริงในรั้วโรงเรียน ออกแบบโภชนาการให้เหมาะกับเด็กปฐมวัย

“เราอยากเห็นโรงเรียนไม่ได้เป็นแค่สถานที่ ‘ห้ามขายของหวาน’ แต่เป็นพื้นที่ที่มี ‘ทางเลือกอาหารหวานน้อย’ ให้เด็กจริง ๆ มีเมนูอร่อย ปลอดภัย ราคาเอื้อมถึง และยังใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของครูและเด็กไปพร้อมกัน”

เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน องค์กรหนึ่งที่ทำงานขับเคลื่อนการดำเนินการตามนโยบายส่งเสริมความรอบรู้เรื่องการบริโภคอ่อนหวานและอาหารปลอดภัยในกลุ่มประชาชนทุกวัย

การขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพนั้น ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กิน เล่าว่า ทางเครือข่ายฯ สนับสนุนข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยเฉพาะการออกประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี 2551 ที่ให้โรงเรียนเป็นเขตปลอดน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ และเครื่องดื่มหวานจัด

“คำถาม คือ เมื่อไม่มีน้ำอัดลมและขนมหวานตั้งขายในโรงเรียน สิ่งที่เกิดขึ้นทันที คือ “แล้วจะให้เด็กกินอะไรแทน”

ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เผยถึงที่มาของการพัฒนา “นวัตกรรมอาหารหวานน้อยสำหรับโรงเรียน” จุดเริ่มต้นมาจากเมื่อฝ่ายนโยบายมีมาตรการให้นำเครื่องดื่มน้ำอัดลมและขนมหวานออกจากโรงเรียน เพื่อจัดการสิ่งแวดล้อมด้านอาหารของเด็กให้ดีขึ้น จากโจทย์นี้เองทำให้ทีมงานต้องเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่เป็นไปได้จริง ทั้งในมิติสุขภาพและเศรษฐศาสตร์การขายในโรงเรียน

ดังนั้น เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน การทำงานขับเคลื่อนจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การออกนโยบายห้ามขาย แต่ต้องคิดให้ครบว่า หลังจากห้ามแล้วเด็กจะมีอะไรที่กินได้ดีต่อสุขภาพ และร้านค้าก็ยังพออยู่ได้บ้าง ซึ่งหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เดินหน้าได้ คือความร่วมมือกับสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาสูตรเครื่องดื่มและขนมหวานน้อยออกมาหลายชุด ตั้งแต่เครื่องดื่มน้ำผลไม้ นมผสม ไปจนถึงขนมที่ใช้หญ้าหวานและวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ

“เราไม่ได้คิดสูตรให้สวยงามอย่างเดียว แต่คิดถึงต้นทุนด้วย น้ำหวานที่ครูทำขายในโรงเรียน ขวดหนึ่งต้นทุนต้องไม่เกินประมาณ 3 บาท เพื่อที่โรงเรียนจะขายต่อในราคาที่เด็กซื้อไหว” ทพญ.ปิยะดา อธิบาย พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมาสูตรที่พัฒนาขึ้นถูกจัดทำเป็นคู่มือ และคลิปวิดีโอสาธิตวิธีทำเพื่อให้ครูสามารถนำไปใช้จริงได้ในโรงเรียน

นวัตกรรมที่ไม่ใช่อยู่แค่ในตำราอาหาร วันนี้ได้ถูกออกแบบให้ใช้ได้ในหลายมิติของโรงเรียน ทั้งในห้องเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และกิจกรรมสร้างรายได้ของเด็ก ครูสามารถใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ สอนเด็กทำขนม ทำเครื่องดื่มในชั้นเรียน ได้ทั้งทักษะการเรียนรู้และได้ผลิตภัณฑ์ที่เด็กกินได้จริง บางโรงเรียนเอาไปทำขายในงานวัด งานศพ หรือจัดเป็นเซ็ตอาหารว่างสุขภาพในชุมชน ผ่านแนวคิด “Healthy Meeting” ที่พัฒนามาตั้งแต่ช่วงแรก ๆ บางแห่งต่อยอดพัฒนาเป็นร้านกาแฟหรือร้านขนมของนักเรียนในโรงเรียนได้แล้ว

สำหรับการอบรมหลักสูตรอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพปี 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบูรณาการภาคีเพื่อขับเคลื่อนการลดบริโภคน้ำตาลและส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ ทพญ.ปิยะดา คาดหวังให้ครูได้ “ชุดเมนูใหม่” ที่ทำได้จริงในบริบทโรงเรียน ใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น และสามารถประยุกต์ใช้ได้ ทั้งในเมนูอาหารกลางวัน อาหารว่าง กิจกรรมในห้องเรียน ตลอดจนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการขนาดย่อมในโรงเรียนเอง

พร้อมกับเน้นการสร้าง “ความรอบรู้ด้านอาหาร” ให้เด็กดูฉลากเป็น อ่านค่าแคลอรี่ น้ำตาล เกลือ และรู้จักจำกัดปริมาณและความถี่ในการบริโภค เช่น แม้จะมีโลโก้ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice) ก็ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน (ประมาณ 24 กรัม) โดยเฉพาะจากเครื่องดื่มและอาหารแปรรูป เป็นต้น

นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังได้พัฒนาสูตร “น้ำเชื่อมมาตรฐาน” ให้ร้านค้าและครูใช้ เพื่อควบคุมระดับความหวานต่อแก้วให้อยู่ในกรอบที่ปลอดภัย โดยคำนึงถึงปริมาณน้ำแข็งที่เด็กดื่มจริง และยังมีการแนะนำให้เลือกใช้ผลไม้รสเปรี้ยวหรือกึ่งเปรี้ยว เช่น ฝรั่ง สับปะรด ส้ม ที่เติมน้ำตาลน้อย ในขณะที่น้ำสมุนไพรอย่างกระเจี๊ยบหรือมะตูม ถ้าไม่ควบคุมสูตรจะมีโอกาสที่น้ำตาลเกินเกณฑ์ได้ง่าย

“เราอยากเห็นโรงเรียนไม่ได้เป็นแค่สถานที่ ‘ห้ามขายของหวาน’ แต่เป็นพื้นที่ที่มี ‘ทางเลือกอาหารหวานน้อย’ ให้เด็กจริง ๆ มีเมนูอร่อย ปลอดภัย ราคาเอื้อมถึง และยังใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของครูและเด็กไปพร้อมกัน ถ้าเราทำได้แบบนี้ โรงเรียนจะกลายเป็นต้นแบบสภาพแวดล้อมอาหารสุขภาพ ที่ขยายผลไปสู่ครอบครัวและชุมชนได้ในระยะยาว” ทพญ.ปิยะดา กล่าวในตอนท้าย

3 เมนูนวัตกรรมอาหารสำหรับเด็ก
ขณะที่ ดร.พิศมัย ศรีชาเยช นักวิจัยชำนาญการ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงการอบรมหลักสูตรอาหารและเครื่องดื่มอ่อนหวาน เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้ครูสามารถผลิตอาหาร–เครื่องดื่มหวานน้อยที่เหมาะสมกับเด็กเล็ก และนำไปใช้ได้จริงในโรงเรียน รวมถึงเป็นฐานรากสำคัญของการสร้างพฤติกรรมการบริโภคที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก

“ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ 3 เมนูนวัตกรรมอาหารสำหรับเด็ก ได้แก่ ไข่ตุ๋นทรงเครื่องหลายชั้น, น้ำเสาวรส–มะม่วงหวานน้อย, และ ผักโขมชีสกรอบ โดยเน้นการใช้วัตถุดิบธรรมชาติ ปรับระดับความหวานให้น้อยที่สุด และออกแบบโภชนาการให้เหมาะกับเด็กปฐมวัย ทั้งด้านโปรตีน ไฟเบอร์ และสารอาหารที่จำเป็น โดยไม่พึ่งน้ำตาลเกินความจำเป็น”

ทั้ง 3 เมนู จึงได้ถูกออกแบบให้นำไปใช้ได้จริงในโรงเรียนขนาดเล็ก เพียงแค่มีอุปกรณ์พื้นฐาน อย่างเตาอบ หม้อทอดไร้น้ำมัน หรือหม้อนึ่ง ก็สามารถนำไปผลิตได้ทันที ดร.พิศมัย มั่นใจว่า เด็กอนุบาลสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย และยังช่วยให้โรงเรียนพัฒนาเมนูสุขภาพของตนเองได้ในระยะยาว โดยโรงเรียนแห่งใดสนใจ สามารถเข้าไปหาเมนูทางเลือกได้ที่

ด้าน นางสาวประดับดาว สิทธิวงค์ ครูชำนาญการ โรงเรียนอนุบาลทรายทองวัฒนา สพป.กำแพงเพชร เขต 2 ซึ่งนำทีมเข้าร่วมอบรม บอกว่า ทางโรงเรียนมีการทำงานด้านสุขภาพและคาเฟ่อ่อนหวานมาก่อนแล้ว การเข้าอบรมครั้งนี้ช่วยยกระดับความเข้าใจมาตรฐานการผลิต โดยเฉพาะเทคนิคการคำนวณสูตร การวัดค่าน้ำตาล (Brix) การควบคุมอุณหภูมิ และการบรรจุร้อน ซึ่งสามารถนำไปใช้กับเด็กในกิจกรรมเรียนรู้ทักษะชีวิต และเสริมพฤติกรรมการเลือกอาหารอย่างมีเหตุผลตั้งแต่ระดับอนุบาล

การอบรมโรงเรียนต้นแบบบูรณาการเด็กไทยไม่กินหวานอาหารปลอดภัย จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างโรงเรียน–นักวิจัย–เครือข่าย ที่มุ่งพัฒนาสภาพแวดล้อมด้านอาหาร เพื่อเด็กของเรา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน