นิเทศศาสตร์ DPU จับมือ “อัศวิน” ชูคอนเทนต์จากชุมชนมหานาค ผ่านเวที Nitade Showtential สร้างและโชว์ศักยภาพนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ด้วยภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม

คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดกิจกรรม Nitade Showtential พิธีประกาศรางวัลโครงการประกวดสร้างสรรค์คลิปวิดีโอ Nitade DPU X ASVIN “มหานาคผ่านเลนส์ จากรอย…สู่เรื่อง” ภายใต้ความร่วมมือกับพื้นที่ศิลปะร่วมสมัย “อัศวิน” และชุมชนมัสยิดมหานาค เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ลงพื้นที่จริง และถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนผ่านคอนเทนต์วิดีโอเชิงลึก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและโชว์ ศักยภาพ ด้านการเล่าเรื่อง การคิดวิเคราะห์ และการทำงานจริงของนักศึกษาในบริบทสังคมร่วมสมัย

โอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ศิวนารถ หงษ์ประยูร คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย หม่อมอัญวิดา ยุคล ณ อยุธยา ตัวแทนจากพื้นที่ศิลปะร่วมสมัย “อัศวิน” ผู้สนับสนุนโครงการ ตลอดจนรองคณบดีและอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ เข้าร่วมกิจกรรมและร่วมแสดงความยินดีกับนักศึกษาที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ อาคาร 6 ชั้น 7 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ศิวนารถ หงษ์ประยูร คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งเวทีการเรียนรู้สำคัญของหลักสูตรการสร้างสรรค์ดิจิทัลคอนเทนต์และสื่อ (DCM) ที่ร่วมมือกับพื้นที่ศิลปะร่วมสมัย “อัศวิน” (หม่อมอัญวิดา ยุคล ณ อยุธยา) และชาวชุมชนมัสยิดมหานาค เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ลงพื้นที่จริง และทำงานกับภาคีภายนอกอย่างเป็นรูปธรรม

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะฯ มุ่งผลักดันการจัดกิจกรรมที่ทำให้นักศึกษา “ได้เรียนรู้จากของจริง” ผ่านประสบการณ์การทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก ทั้งภาคเอกชนและผู้ประกอบการในภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม โครงการ Nitade DPU X ASVIN ถือเป็นอีกหนึ่งมิติของการพัฒนาทักษะ เพราะเป็นการทำงานร่วมกับชุมชนและประเด็นทางสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะฯ ต้องการให้กลายเป็น “ดีเอ็นเอ” ของนักนิเทศศาสตร์ DPU ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์และสื่อเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของสังคม และช่วยต่อยอดพลังของชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ศิวนารถ กล่าวด้วยว่า การทำงานในโครงการนี้มีความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากบริบทของชุมชนที่ลงพื้นที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม มีความหลากหลายทางศาสนาและความแตกต่างของวิถีชีวิต ทำให้การเก็บข้อมูลและการสื่อสารต้องอาศัยความเข้าใจ ความละเอียดอ่อน และการทำงานภายใต้เงื่อนไขที่จำกัด โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเวลา อย่างไรก็ตาม จากผลงานที่ปรากฏ พบว่านักศึกษาสามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานออกมาได้อย่างมีคุณภาพ สะท้อนศักยภาพในการแปลง “เรื่องราวของชุมชน” ให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่สื่อสารได้ชัดเจนและน่าสนใจ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ศิวนารถ เน้นย้ำว่า “รางวัล” ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของโครงการ เพราะไม่ว่าทีมใดจะได้รับรางวัลหรือไม่ได้รับรางวัล สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “ประสบการณ์” ที่นักศึกษาได้รับจากการทำงานจริง ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดพัฒนางานในรายวิชาต่าง ๆ ในอนาคต รวมถึงใช้เป็นต้นทุนสำคัญในการทำงานหลังสำเร็จการศึกษา

ด้านอาจารย์ อานนท์ บัวภา หัวหน้าหลักสูตรการสร้างสรรค์ดิจิทัลคอนเทนต์และสื่อ (DCM) คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า แก่นสำคัญของโครงการนี้คือการนำ “คอนเทนต์และเรื่องราวจริง” มาเป็นโจทย์ให้นักศึกษาได้ลงมือสร้างสรรค์ผลงาน โดยเชื่อมโยงการเรียนในห้องเรียนสู่การปฏิบัติในพื้นที่จริง เพื่อฝึกกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การตีความประเด็น ไปจนถึงการเล่าเรื่องผ่านสื่อวิดีโออย่างมืออาชีพ

โดยโครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือกับพื้นที่ศิลปะร่วมสมัย “อัศวิน” ในย่านชุมชนมหานาค ซึ่งเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่มีรากฐานจากวงการภาพยนตร์ไทย และมีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านศิลปะและการถ่ายทำในบรรยากาศร่วมสมัย เมื่อเกิดการทำงานร่วมกัน คณะฯ จึงออกแบบโจทย์ให้สอดคล้องกับรายวิชา “การผลิตและหลังการผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ 2” สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่ส่งผลงานเข้าประกวดทั้งหมด 13 ทีม โดยเน้นการทำคอนเทนต์เชิงลึก การขุดประเด็น และการเล่าเรื่องที่มีมิติ ตลอดจนยังคงรักษากลิ่นอายของวิถีชีวิตดั้งเดิม ทั้งด้านอาหาร วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของย่านเมืองเก่า

ในด้านการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย อาจารย์ อานนท์ ระบุว่า “อัศวิน” สนับสนุนงบประมาณในรูปแบบ “เงินรางวัล” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาพัฒนาผลงานอย่างเต็มที่ โดยการประกวดครั้งนี้มีทั้งหมด 6 รางวัลประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 รวมถึงรางวัลพิเศษอีก 3 รางวัล

อาจารย์ อานนท์ ระบุว่า โครงการครั้งนี้เป็น “จุดเริ่มต้น” ของการทำงานร่วมกัน และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นโปรเจกต์อื่น ๆ ต่อเนื่องในอนาคต โดยจะเชื่อมโยงกับแนวทางการจัดกิจกรรมระดับคณะในปีการศึกษานี้ที่คณะนิเทศศาสตร์ DPU ขับเคลื่อนภายใต้ชื่อ “Nitade Showtential” ซึ่งเป็นบิ๊กโปรเจกต์ตลอดทั้งปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาทุกคนได้ “โชว์ศักยภาพ” และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะผ่านความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์และสถานประกอบการหลากหลายรายที่มีความร่วมมือกับคณะฯ ทั้งในรูปแบบการให้โจทย์จริง สนับสนุนทุนหรือเงินรางวัล และบูรณาการกิจกรรมเข้ากับรายวิชาของแต่ละหลักสูตรอย่างเป็นระบบ

เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่นักศึกษาได้รับจากโครงการ อาจารย์ อานนท์ มองว่า “หัวใจ” อยู่ที่การนำองค์ความรู้ในรายวิชามาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริงในสังคมภายนอก เพราะแม้นักศึกษาจะได้เรียนทักษะการผลิตดิจิทัลคอนเทนต์จากในห้องเรียนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการออกไปทำงานในโลกจริง ที่ไม่มีคำตอบตายตัว ต้องเจอผู้คนจริง ต้องตัดสินใจว่าจะเล่าอะไรอย่างไร และต้องจัดการกระบวนการทำงานทั้งหมดให้สำเร็จภายใต้เวลาและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการฝึก “การบูรณาการความรู้” ให้ทำงานได้จริงในสนามอาชีพ

ขณะที่หม่อมอัญวิดา ยุคล ณ อยุธยา ตัวแทนจากพื้นที่ศิลปะร่วมสมัย “อัศวิน” กล่าวถึงที่มาของความร่วมมือกับคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากการได้รู้จักและพูดคุยกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ศิวนารถ หงษ์ประยูร คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก่อนจะเชิญมาร่วมเยี่ยมชมพื้นที่ “อัศวิน” และแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยในการทำงานกับชุมชนโดยรอบ

ในการพูดคุยครั้งนั้น ได้เล่าถึงบริบทของพื้นที่ “อัศวิน” รวมถึงสภาพแวดล้อมและประเด็นของชุมชนมหานาคที่อยู่รายรอบ ซึ่งเป็นย่านที่มีเรื่องราวและรากประวัติศาสตร์สำคัญ แต่กำลังเผชิญความเงียบเหงาในปัจจุบัน พร้อมสะท้อนความตั้งใจของ “อัศวิน” ที่อยากเริ่มต้นทำงานร่วมกับชุมชนอย่างจริงจัง กระทั่งคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ เสนอแนวคิดให้นำโจทย์ดังกล่าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาคการศึกษา เพื่อให้นักศึกษาได้ลงมือทำงานจริงผ่านโปรเจกต์ที่เชื่อมโยงกับสังคมและชุมชน ซึ่งทำให้รู้สึกยินดีอย่างมาก เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสมในการ “ส่งเสียง” ให้พื้นที่มหานาคผ่านมุมมองคนรุ่นใหม่

ตัวแทนพื้นที่ศิลปะร่วมสมัย “อัศวิน” กล่าวต่อว่า โจทย์สำคัญของโครงการคือ “การเล่าเรื่องมหานาค” เนื่องจากย่านมหานาคในวันนี้ค่อนข้างเงียบ หากเทียบกับอดีตที่เคยเป็นย่านการค้าคึกคัก มีตลาดและกิจกรรมเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่เมื่อบริบทเมืองเปลี่ยนไป ศูนย์กลางการค้าหลายส่วนย้ายไปยังพื้นที่อื่น ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อบรรยากาศของย่าน ทำให้บางช่วงเวลาย่านมหานาคดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวา ร้านค้าหลายแห่งปิดเงียบ และภาพรวมอาจไม่ใช่ “ย่านฮิป” หรือพื้นที่ท่องเที่ยวที่ถูกพูดถึงในกระแสหลักเหมือนย่านอื่น

อย่างไรก็ตาม หม่อมอัญวิดาย้ำว่า หากมองลึกลงไป มหานาคยังมี “ชุมชนที่เป็นแกนหลัก” และมีคุณค่าซ่อนอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะชุมชนมัสยิดมหานาค ซึ่งเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่สมัยเริ่มขุดคลองมหานาคในยุครัชกาลที่ 1 รวมถึงยังมีชุมชนอื่น ๆ อีกหลายกลุ่มที่ดำรงวิถีชีวิตอยู่โดยเงียบ ๆ แม้จะไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ภายในชุมชนมีทุนทางวัฒนธรรมจำนวนมาก ทั้งศิลปะ วัฒนธรรม อาหาร ประเพณี ช่างฝีมือ และเรื่องเล่าท้องถิ่น เพียงแต่ยังขาดการสื่อสารที่ทำให้คนภายนอกมองเห็นคุณค่าของพื้นที่

ด้วยเหตุนี้ โครงการจึงตั้งโจทย์ให้นักศึกษาลงพื้นที่ค้นหา “สตอรี่” ของมหานาคด้วยตนเอง ผ่านการพูดคุยกับผู้คนในชุมชน เก็บข้อมูลจากสถานที่จริง และเลือกประเด็นที่น่าสนใจมาถ่ายทอดเป็นคลิปวิดีโอ โดยหม่อมอัญวิดา ระบุว่า นักศึกษาทำผลงานได้ดีเกินคาด ภายในเวลาที่จำกัดเพียงไม่กี่สัปดาห์ นักศึกษาต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ตั้งแต่การตัดสินใจว่าจะเล่าเรื่องอะไร จะเข้าหาใคร จะชูประเด็นแบบไหน ไปจนถึงการถ่ายทำและตัดต่อให้เสร็จตามกำหนด ซึ่งถือเป็นกระบวนการทำงานที่ท้าทายมากสำหรับผู้เรียนในระดับมหาวิทยาลัย

โดยผลตอบรับจากชุมชนเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยผู้นำชุมชนและผู้เกี่ยวข้องสะท้อนว่าเนื้อหาในคลิปมีความเรียบร้อย น่ารัก และสะท้อนความจริงใจของนักศึกษา อีกทั้งแต่ละทีมยังเลือกเล่าเรื่องในประเด็นที่หลากหลาย ทั้งด้านอาหาร วิถีชีวิต และมิติทางวัฒนธรรม ทำให้เห็นภาพมหานาคในหลายมุมมอง และเกิดความร่วมมือจากคนในพื้นที่อย่างเต็มที่

ในส่วนของการคัดเลือกผลงานเพื่อรับรางวัล หม่อมอัญวิดา อธิบายว่า ทีมงาน “อัศวิน” ร่วมกันรับชมและพิจารณาผลงานในหลายมิติ ซึ่งโดยรวมเห็นตรงกันว่าฝีมือนักศึกษาค่อนข้างใกล้เคียงกัน และมีคุณภาพน่าประทับใจ โดยเกณฑ์สำคัญที่ใช้พิจารณา คือความสามารถในการเล่าเรื่องให้ “สมูท” ลื่นไหล ฟังแล้วเข้าใจง่าย และพาผู้ชมติดตามได้ตลอดคลิป ก่อนจะสรุปผลจากการโหวตจนได้ทีมที่ได้รับรางวัลตามที่ประกาศในงาน

หม่อมอัญวิดา ยังกล่าวว่า “อัศวิน” มีแผนจะนำผลงานของนักศึกษาไปเผยแพร่ต่อผ่านช่องทางของพื้นที่ เพื่อให้สังคมได้เห็นมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของมหานาคอย่างจริงใจ ไม่ปรุงแต่งเกินจริง แต่สะท้อนวิถีชีวิตและบรรยากาศของพื้นที่ตามที่เป็นอยู่ ซึ่งถือเป็นคุณค่าที่ช่วยเติมเสียงให้ย่านที่อาจไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก

พร้อมต่อยอดว่า ปัจจุบัน “อัศวิน” ทำงานด้านชุมชนในย่านมหานาคอย่างต่อเนื่อง และกำลังเตรียมกิจกรรมในช่วง Bangkok Design Week ซึ่งจะนำเสนอเรื่องราวการทำงานกับชุมชนมหานาคในหลายรูปแบบ ทั้งกิจกรรมการลงพื้นที่สอนศิลปะให้เด็ก ๆ ในชุมชน การทำแผนที่ (mapping) และการรวบรวม “ของดีในชุมชน” โดยให้เด็กและคนในพื้นที่เป็นผู้คิดและนำเสนอด้วยตัวเอง เพราะเชื่อว่าคนในชุมชนรู้ดีที่สุดว่าทุนของตนคืออะไร และต้องการสื่อสารอย่างไร

ซึ่งวิดีโอจากโครงการของนักศึกษาจะถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดแสดงหรือเผยแพร่ในกิจกรรมดังกล่าวด้วย โดยมองว่าโปรเจกต์ครั้งนี้เป็น “เพียงจุดเริ่มต้น” ของการทำงานระยะยาวกับมหานาค เนื่องจาก “อัศวิน” ตั้งอยู่ในพื้นที่และมีความตั้งใจจะพัฒนาบริเวณรอบบ้านให้ดีขึ้น จึงพร้อมคิดโปรเจกต์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และอยากเชิญคณะนิเทศศาสตร์ DPU และอาจารย์กลับมาร่วมทำกิจกรรมในอนาคตอีกในหลากหลายรูปแบบ เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย พื้นที่ศิลปะ และชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับผลการประกวดครั้งนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมสีมัคคา สามัคคี ,รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีมสารคดี 5 หน่อ ,รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีมแต่งตัวให้ประทับใจ ,ส่วนรางวัล Popular Vote ได้แก่ทีม 3+1 ,รางวัล Best Viral Spark ได้แก่ทีม อัศวินโต๊ะจีน ,และรางวัล Best of Storytelling ได้แก่ ทีมซอยยกก๊วน

โดยทีมสีมัคคา สามัคคี ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรการสร้างสรรค์ดิจิทัลคอนเทนต์และสื่อ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ ประกอบด้วย นางสาวสโรชา เหง้าพรหมมินทร์ (พลอย) , นางสาวพชรมน สิงห์โต (แอ้ม) ,นางสาวอารยา กฤตาคม (เฟิร์น) , นายนันทิพัฒน์ นพโสภณ (โอม) , นายขวัญชัย เกตุปราชญ์ (นภา) และนางสาวศลิษา ถ้ำลอด (แอมแปร์) ซึ่งร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวชุมชนผ่านผลงานวิดีโอที่ผสานทั้งพลังความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจพื้นที่ และการทำงานเป็นทีมได้อย่างโดดเด่น

นางสาวอารยา กฤตาคม (เฟิร์น) ตัวแทนทีมสีมัคคา สามัคคี เปิดเผยความรู้สึกภายหลังผลงานวิดีโอของทีมได้รับรางวัลว่า ทุกคนในทีมรู้สึกดีใจและภูมิใจอย่างมาก เพราะเป็นผลงานที่เกิดจากความตั้งใจและความทุ่มเทอย่างหนักตลอดกระบวนการทำงาน สำหรับแนวคิดผลงาน เริ่มจากทีมได้รับโจทย์ให้เลือกพื้นที่และสถานที่สำคัญในชุมชน เช่น วัดภูเขาทอง วัดญวน มัสยิด สะพานขาว และพื้นที่ตลาด หลังจากปรึกษาหารือกัน

จึงเลือกเล่าเรื่อง “การอยู่ร่วมกันของพหุวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นอัตลักษณ์สำคัญของชุมชนแห่งนี้ ที่มีผู้คนต่างศาสนาและเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ทั้งชาวพุทธ ชาวมุสลิม ชุมชนวัดญวนซึ่งเป็นนิกายของชาวเวียดนาม รวมถึงกลุ่มคนเชื้อสายจีน โดยสิ่งที่พวกเราอยากสื่อสาร คือภาพของความหลากหลายของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบของผู้คนต่างศาสนา ต่างความเชื่อ ที่เกิดขึ้นจริงและเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันของชุมชนนี้

ด้านนายนันทิพัฒน์ นพโสภณ (โอม) สมาชิกทีมผู้รับผิดชอบด้านการตัดต่อและดูแลเนื้อหา กล่าวเสริมว่า ในกระบวนการทำงานทีมมีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ตั้งแต่การถ่ายภาพนิ่ง การถ่ายวิดีโอ การดูแลกองถ่าย ไปจนถึงการวางโครงเรื่อง โดยได้นำองค์ความรู้จากการเรียนในหลักสูตรมาปรับใช้กับการทำงาน โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการเล่าเรื่องผ่านภาพ การเลือกมุมกล้อง และการใช้รายละเอียดของผู้คนในชุมชนเพื่อสื่อความหมายแทนการอธิบายด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว

ซึ่งช่วยเพิ่มพลังในการสื่อสาร โดยสิ่งที่ได้รับมากกว่ารางวัล คือประสบการณ์การทำงานเป็นทีม การสื่อสารกับผู้คนหลากหลายวัย และการทำงานร่วมกับผู้นำชุมชน ทำให้ได้ฝึกความนอบน้อม การวางตัว และความรับผิดชอบ ทำให้เกิดความมั่นใจและมองเห็นศักยภาพในตัวเองว่า ประสบการณ์จากมหาวิทยาลัยสามารถนำไปต่อยอดสู่การทำงานในโลกจริงได้จริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน