ศรชล. ภาค 1 ผนึกทัพเรือภาคที่ 1 เปิดยุทธการ “ล้างบางคลองใหญ่” ปูพรมตรวจท่าเรือ 24 ชม. ใช้กฎอัยการศึกสกัดขบวนการเถื่อน ขยายผลล่าตัว “นายทุน” เอี่ยวค้ามนุษย์–สินค้าหนีภาษี

26 ก.พ. 2569 – ที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด พล.ร.ท.เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 และผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1

นำคณะหัวหน้าส่วนราชการลงพื้นที่ชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 3 และพื้นที่ยุทธศาสตร์อำเภอคลองใหญ่ เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายขั้นสูงสุด หลังพบสถิติการลักลอบขนถ่ายสินค้าผิดกฎหมายข้ามพรมแดนและการใช้แรงงานที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ในห้วงเดือนที่ผ่านมา

ยกระดับการตรวจสอบ จาก “ผู้ปฏิบัติ” สู่ “นายทุน” จากการปฏิบัติการในระยะหลัง พบกรณีการจับกุมเรือลักลอบขนถ่ายสินค้าทั้งในฝั่งไทยและกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้กระทำผิดมักอ้างตนเป็นเพียงลูกจ้าง ทำให้ยากต่อการระบุตัวตนเจ้าของเรือหรือนายจ้างที่แท้จริง พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว จึงได้สั่งการให้ 7 หน่วยงานหลัก บูรณาการอำนาจหน้าที่เพื่อสืบสวนหาต้นตอและบังคับใช้กฎหมายอย่างครบวงจร ดังนี้

1. สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาตราด: ตรวจสอบทะเบียนเรือและเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือที่แท้จริง (Beneficial Owner) เพื่อป้องกันการใช้เรือสวมสิทธิ์หรือเรือที่ไม่มีทะเบียนในภารกิจผิดกฎหมาย

2. ด่านศุลกากรคลองใหญ่ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราการขนถ่ายสินค้าทางเรือ ป้องกันการลักลอบขนส่งสินค้าหลบเลี่ยงภาษีและสินค้าต้องห้ามในลักษณะการขนถ่ายกลางทะเลหรือจุดผ่อนปรน

3. สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตราด และ สำนักงานจัดหางานจังหวัดตราด: ตรวจสอบคัดกรองแรงงานบนเรือและท่าเรืออย่างละเอียด เพื่อแยกแยะกลุ่มเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือการถูกลวงมาทำงาน ซึ่งอาจเข้าข่าย ความผิดฐานการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะในกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถระบุตัวตนนายจ้างได้

4. สำนักงานประมงจังหวัดตราด และ ด่านตรวจประมงตราด: เน้นการตรวจสอบการขนถ่ายสัตว์น้ำข้ามพรมแดนและการสำแดงแหล่งที่มาของสัตว์น้ำให้ถูกต้องตามระเบียบศุลกากรและประมง

5. สถานีตำรวจน้ำ 6 กองกำกับการ 5 สนับสนุนการสืบสวนสอบสวนทางคดีเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ขยายผลจากตัวผู้กระทำผิดไปสู่กลุ่มนายทุนที่อยู่เบื้องหลังขบวนการลักลอบ

พล.ร.ท.เฉลิมชัย ได้เน้นย้ำว่าการลงพื้นที่ตรวจท่าเรือเอกชน (ท่าเรือ ส.กฤตรวัณ, ท่าเรือ ป.เกษมศิริ, ท่าเรือกัลปังหา และท่าเรือชลาลัย) ในครั้งนี้ จะใช้กลไกของกฎอัยการศึกในการเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าตรวจค้นและสกัดกั้นเรือต้องสงสัยตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปิดช่องว่างที่กลุ่มผู้กระทำผิดมักใช้ในการหลบเลี่ยงกฎ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน