มูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม เสริมทัพช่างหลากเจนฯ ซ่อมรถโบราณ น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงสร้างสุขในองค์กร
วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ดร.ภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ กรรมการมูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม เผยถึงทิศทางการบริหารองค์กรยุคใหม่ ว่า ในอดีตมูลนิธิฯ มีทีมช่างเพียงไม่กี่คนที่ดูแลการซ่อมแซมรถโบราณ ในปัจจุบันทีมงานชุดเดิมยังอยู่ แต่ก็เพิ่มกำลังคน และปรับระบบการบริหารงานใหม่เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น มีแผนในอนาคตที่จะดึงกลุ่มเอาต์ซอร์ส (Outsource) เข้ามาร่วมซ่อมแซมรถโบราณ
เพื่อรองรับการเติบโตและการขยายตัวขององค์กร โดยมี พลเอก วรวิทย์ ชินะนาวิน คุณสุพจน์ อ่อนบุญมี และคุณอภิสิทธิ์ ธรรมใจ เป็นผู้รับผิดชอบหลักด้านการซ่อมแซมรถโบราณ เพื่อช่วยขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานงานบูรณะขององค์กรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยมูลนิธิฯ ได้ขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับหลายสถาบันการศึกษา ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพพุทธมณฑล นำโดย นางวณัชวรรณ์ วรวิชิตพันธ์ ผู้อำนวยการ นายอานนท์ นนทเศวตเมธี หัวหน้าแผนกวิชาช่างกลโรงงานและช่างเชื่อมโลหะรวมถึงโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดนครปฐม
นำโดย นางสาวสุขใจ ไชยมาตย์ ผู้อำนวยการ นางสาวกัญญาณัฐ จันทรเสน รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ นางสุนทรี ปู่เถา รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคลและกลุ่มบริหารงานงบประมาณ นางสาววัลลี จันทร์แจ้ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานทั่วไปและกลุ่มบริหารงานกิจการนักเรียน และคุณครูวิภา ภาคีมิตร หัวหน้าระดับสายชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เพื่อจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Work-based Learning

โดยได้รับความร่วมมือจากคณะผู้บริหารและคณะครูที่ติดตามดูแลและเข้าเยี่ยมเยียนนักศึกษาฝึกงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักศึกษาทุกคนมีความตั้งใจ มีวินัย และมุ่งมั่นเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงอย่างเต็มศักยภาพ
สำหรับบุคลากรยุคบุกเบิกของมูลนิธิฯ ที่มาจากการคัดสรรโดย คุณพ่อเจษฎา และคุณแม่ศิริวรรณ เดชสกุลฤทธิ์ ได้แก่ คุณพงศธร ตระกูลธรรม คุณสมชาย ภู่กัณฑ์ คุณจรรยา สุขสงวน คุณจิราพร เรือนเงิน คุณสุชาดา ล้วนรอด และคุณสุทิสา จั่นจินดา

ต่อมาเมื่อมีการนำระบบบริหารงานสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ ทำให้เกิดความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ส่งผลให้มีนักศึกษาเข้ามาฝึกงานเป็นจำนวนมาก และเมื่อเยาวชนเหล่านั้นเกิดความผูกพันและชื่นชอบในองค์กร
จึงได้ตัดสินใจอยู่ร่วมงานต่อหลังสำเร็จการศึกษา ปัจจุบันมีอดีตนักศึกษาฝึกงานก้าวขึ้นมาเป็นบุคลากรประจำแล้วหลายคน อาทิ นายสิทธา ปานเพ็ง นายณัชกานต์ เร่งดารา นางสาวมีนา นายธีรวุฒิ สุดใจ นายบุญย์ ปักน้อย นายอภิวัฒน์ ผ่องสอาด นายธนพล เร่งดารา และนางสาวนุจรี สุขสวัสดิ์
นางสาววิภา กล่าวว่า “ขอขอบคุณมูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียมที่ได้โอกาสพิเศษแก่นักเรียนในการฝึกอาชีพ ซึ่งถือเป็นการต่อยอดความฝันและสร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับเด็ก ๆ แม้ในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนเพื่อหารายได้เสริม เด็ก ๆ ก็ยังได้รับโอกาสนี้

เช่นเดียวกับ นายธีรวุฒิ สุดใจ ซึ่งเป็นผู้พิการทางการได้ยิน ที่เริ่มต้นจากการเป็นนักเรียนฝึกงานในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน จนปัจจุบันได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ อย่างเต็มตัว นับเป็นเกียรติประวัติอันดีและเป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมให้กับน้อง ๆ ในโรงเรียน รวมถึงเด็กพิเศษทั่วประเทศไทย”
พลเอก วรวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมูลนิธิฯ มีบุคลากรหลากหลายเจเนอเรชัน ตั้งแต่ช่างอาวุโสวัยเกือบ 70 ปี ไปจนถึงคนรุ่นใหม่อายุ 18–19 ปี ที่ร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ โดยการมีคนรุ่นใหม่ทั้งชายและหญิงเข้ามาเสริมทีมถือเป็นพลังสำคัญ เพราะทุกคนมีความใฝ่เรียนรู้ อ่อนน้อมถ่อมตน และพร้อมทำงานร่วมกัน
ทีมช่างจึงตั้งเป้าบูรณะรถโบราณ ทั้งรถไมโครคาร์ (Microcar) แบ่งเป็นโครงสร้างไฟเบอร์ และโครงสร้างเหล็ก ให้แล้วเสร็จเฉลี่ยเดือนละ 3 คัน ควบคู่กับการจัดทำประวัติรถแต่ละคัน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ “เจษฎาเทคนิคมิวเซียมแห่งใหม่” ที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านยานพาหนะโบราณที่สมบูรณ์ที่สุด ตามเจตนารมณ์ของ คุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ และ ดร.ภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์

พร้อมย้ำว่า ความสำเร็จของการทำงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝีมือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความอ่อนน้อมถ่อมตน การเปิดใจเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตและบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
“นอกเหนือจากภารกิจหลักในการอนุรักษ์รถโบราณแล้ว มูลนิธิฯ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสามัคคีภายในองค์กรผ่าน “โครงการปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้” ณ สวนลุงเติ้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ของ ดร.ภาคภูมิ โดยหลังเลิกงาน พนักงานทุกเจเนอเรชันต่างร่วมกันปลูกและดูแลผักด้วยความสมัครใจ จนปัจจุบันสามารถเก็บผลผลิตมาประกอบอาหารรับประทานร่วมกันได้”

พลเอก วรวิทย์ กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งการรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การพึ่งพาตนเอง และการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้น
“อยากเชิญชวนให้ทุกคนหันมาปลูกผัก หรือทำอาหารรับประทานเองเท่าที่สามารถทำได้ พร้อมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังสร้างความมั่นคง ความอบอุ่น และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับครอบครัวและสังคมอีกด้วย” พลเอก วรวิทย์ กล่าว
