เสียงสะท้อน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คำถามสำคัญท้าทายการทำงานรัฐ งบจำกัด กลุ่มเปราะบางพุ่ง 5 ล้านคน จะปลดล็อกเงื่อนไข ให้ยืดหยุ่นและทำงานร่วมกับชุมชนได้อย่างไร

ความเคลื่อนไหวสำคัญของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ หลังจาก คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ มีมติเห็นชอบผ่อนปรนหลักเกณฑ์คัดกรองครั้งใหญ่ ทั้งการยกเลิกเกณฑ์หนี้เกษตรกรและการไม่นับเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ พร้อมเตรียม ส่งรายชื่อกลุ่มตกหล่นและกลุ่มเปราะบางรายใหม่กว่า 5.38 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสิทธิ์ร่วมกับผู้ลงทะเบียนเดิม ที่กำลังเตรียมจะเสนอให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคาะไฟเขียวในวันที่ 14 กรกฎาคมนี้

ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่สูงลิ่ว รัฐบาลพยายามแสดงออกชัดเจนว่า ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของความท้าทายในการคัดกรองครั้งใหญ่

ความท้าทายตกไปอยู่ที่กระทรวงการคลัง

เมื่อกางตัวเลขดูจะพบว่า งบประมาณปี 2570 ถูกล็อกไว้จำกัดที่ราว ๆ 4.2 หมื่นล้านบาท ที่มีแหล่งเงินทุนสำรองอย่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สิ่งที่กระทรวงการคลังต้องทำแบบเลี่ยงไม่ได้คือ “การรีดประสิทธิภาพสูงสุดจากเงินทุกบาท” เพื่อให้เม็ดเงินยิงตรงไปถึงมือประชาชนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ดิจิทัลลดต้นทุนรัฐ แต่กลายเป็น “กำแพง”

เมื่อโจทย์บังคับให้รัฐที่ผลักดันให้ร้านค้าชุมชนเปลี่ยนมาใช้แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ในระยะยาว แต่เมื่อลงไปพูดคุยกับร้านค้าจริง พบว่าเทคโนโลยีฝั่งภาครัฐเองกำลังเจอปัญหาสำคัญด้วยเช่นกัน

1.ระบบสแกนหน้าล่ม

มาตรการสแกนบัตรประชาชน แจ้งรหัส 6 หลัก พ่วงสแกนใบหน้า เพื่อกันสวมสิทธิ์หน้าร้านค้า แม้จะเพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้น แต่ในภาคปฏิบัติจริง ก็มักจะเจออุปสรรค เช่น สแกนหน้าไม่ผ่าน ผู้สูงอายุจำรหัสไม่ได้ สภาพแสงในร้านค้าที่ไม่เอื้ออำนวย ที่ร้านค้าเองก็ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของความผิดพลาดทางระบบ ทำให้ร้านค้ารายย่อยบางส่วนรู้สึกว่ามีหลายขั้นตอนสร้างความลำบากให้กับร้าน

2.ปัญหาการสวมสิทธิ ตึ๊งเงิน ซื้อสินค้าไม่ตรงหมวดหมู่

ปัญหา “การสวมสิทธิ” หรือ การนำบัตรไปตึ๊งเงิน ขายสิทธิ ที่ให้ร้านค้ารูดเงินเต็มจำนวน แต่แทนที่จะรับเป็นสินค้า กลับขอรับเป็น “เงินสด” กลับบ้าน โดยยอมให้หักค่าหัวคิวไป เช่น รูด 300 บาท ร้านหักค่าหัวคิวไป 50 บาท ได้เงินสดกลับมา 250 บาท เป็นต้น และยังรวมถึงการใช้ซื้อสินค้าต้องห้าม อาทิ เหล้า เบียร์ บุหรี่ อีกด้วย

3.อุปสรรคทางกายภาพ

ผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นกลุ่มคนเปราะบาง ที่มีทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง ที่ไม่สามารถเดินมาหน้าร้านเพื่อสแกนหน้า บางคนถึงขั้นนั่งรถเข็นให้ลูก หลาน พามาเพื่อใช้สิทธิก็มี แม้รัฐจะบอกว่าให้มอบอำนาจได้ แต่กระบวนการเอกสารและการต้องเดินทางไปยืนยันตัวตนที่ธนาคาร ก็ยังเป็นกำแพงสำหรับประชาชนอยู่ดี

4.อุปสรรคด้านระยะทาง ต้นทุนแฝง

ร้านค้าโชห่วยเล็กๆ ในชุมชนแบกรับความยุ่งยากของระบบที่ยังไม่เสถียรต่อการสแกนหน้า แต่ฝั่งห้างโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ เช่น มินิมาร์ทค่ายต่างๆ มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง มีพนักงานที่สแตนด์บายช่วยกดเคลียร์ระบบให้เสร็จสรรพ มีเครื่องอุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัยกว่า เดิมที่เจตนาของรัฐบาลคือต้องการใช้เงินก้อนนี้กระจายรายได้และชุบชีวิตเศรษฐกิจฐานราก แต่เป็นการผลักเม็ดเงินสวัสดิการในส่วนนี้ไหลออกจากร้านค้ารายย่อยไปสู่กระเป๋าทุนใหญ่

นอกจากนี้แหล่งข้อมูลยังชี้ว่าผู้ได้รับสิทธิ์บางคนทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่บางคนอาจพุ่งไปถึงเกือบ 100 บาทก็มี เมื่อลองคำนวณดูแล้ว จากที่ได้รับเงิน 300 บาท เมื่อถูกหักหายไปกับค่าเดินทางเกือบ 1 ใน 3 ของเงินช่วยเหลือ จนกลายเป็นต้นทุนแฝงจนแทบไม่เหลือเนื้อเงินจริง และยิ่งเจอกับสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับราคาแพงขึ้นในปัจจุบัน ทำให้มูลค่าเงินในบัตรลดลงจนซื้อของซื้อของได้จำกัดมากยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นหากร้านค้ามีการจัดการอย่างมีระบบก็จะสามารถช่วยควบคุมต้นทุนให้กับร้านได้มากขึ้นและสามารถแข่งขันกับห้างโมเดิร์นเทรดได้

คำถามสำคัญที่ท้าทายการทำงานของภาครัฐในเวลานี้

คือ ในภาวะที่งบประมาณตึงตัวจัด รัฐบาลจำเป็นต้องเจียดเงินก้อนใหม่ไปลงทุนสร้างระบบแยกส่วน หรือจัดซื้ออุปกรณ์ดิจิทัลเพิ่มเติมอีกหรือไม่? ในเมื่อคำตอบอาจไม่ใช่การถมเงินสร้างระบบใหม่ แต่คือการทบทวนข้อจำกัดทางเทคนิคเดิมที่มีอยู่ว่า “จะสามารถปลดล็อกเงื่อนไข เพื่อให้ระบบสวัสดิการมีความยืดหยุ่นและทำงานร่วมกับชุมชนได้อย่างไร?” เพื่อให้ประชาชนได้สิทธิ์สวัสดิการได้อย่างปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังได้ทางดิจิทัล

น่าจะช่วยตอบโจทย์ทั้งการส่งความช่วยเหลือตรงถึงหน้าเตียงผู้ป่วยโดยที่พวกเขาไม่ต้องแบกรับต้นทุนแฝง และในขณะเดียวกัน ยังช่วยล็อกเงินสวัสดิการให้หมุนเวียนอยู่กับร้านค้ารายย่อยในพื้นที่จริง ๆ แทนที่จะปล่อยให้เม็ดเงินเหล่านั้นไหลออกไปสู่ห้างโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองงบประมาณลงทุนระบบหลังบ้านใหม่ให้ซ้ำซ้อน

นี่จึงเป็นโจทย์ปลายเปิดที่น่าสนใจว่า ก่อนการประกาศผลครั้งใหญ่ในวันที่ 17 ก.ค.นี้ ภาครัฐจะเลือกบริหารจัดการความเสี่ยงทางงบประมาณอย่างไร ให้ระเบียบวิธีและเทคโนโลยีขยับมาตอบรับกับวิถีชีวิตจริงของกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้เงินภาษีทุกบาททำหน้าที่โอบอุ้มผู้ที่เดือดร้อนที่สุดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน