หกเดือน คือระยะเวลาที่อาจฟังดูสั้นสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านพ้นจากโรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุทางสมอง ไขสันหลัง หรือกระดูกสะโพกหัก ครึ่งปีหลังจากนั้นคือ “ช่วงเวลาทอง” หรือ Golden Period ที่เป็นโอกาสให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะกลับมาเดิน กลับมาหยิบจับ กลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้งหรือไม่ หรือจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือกับความพิการและการพึ่งพิงผู้อื่นไปตลอด
ที่จังหวัดสระบุรี คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปาฏิหาริย์ ทว่าขึ้นอยู่กับระบบที่ชื่อว่า “สระบุรีโมเดล” ซึ่งวันนี้กลายเป็นต้นแบบระดับประเทศ ด้วยผลลัพธ์ที่ทำให้ผู้ป่วยกว่า 70% กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบปกติ เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือการผนึกกำลังของโรงพยาบาลสระบุรี คลินิกเอกชนในพื้นที่ และสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ที่ร่วมกันแก้โจทย์ใหญ่เรื่อง “คนไม่พอ พื้นที่ไม่ถึง” ให้กลายเป็นบริการที่เข้าถึงผู้ป่วยได้ถึงหน้าบ้าน

รักษาเชิงรุกจากโรงพยาบาลสู่บ้านของคนไข้
นพ.ศุภศิลป์ จำปานาค นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลสระบุรี เล่าถึงจุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยนว่า สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น แต่นั่นก็มาพร้อมกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ โรคเหล่านี้เริ่มเกิดขึ้นในกลุ่มคนอายุน้อยลงเรื่อยๆ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้สูงวัยอีกต่อไป
จากปรากฏการณ์นี้เอง ทำให้แนวคิดเรื่อง “การดูแลผู้ป่วยระยะกลาง” หรือ IMC ถือกำเนิดขึ้น เพราะในอดีต หากผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ได้รับการดูแลต่อเนื่องหลังพ้นภาวะวิกฤต หรือได้รับการดูแลที่ไม่เพียงพอ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความพิการถาวรตามมา และกลุ่มผู้ป่วยที่โรงพยาบาลสระบุรีดูแลก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรคหลอดเลือดสมองเพียงกลุ่มเดียว แต่ขยายครอบคลุมถึงการบาดเจ็บทางสมอง การบาดเจ็บไขสันหลัง และกลุ่มที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลังคือผู้สูงอายุที่พลัดตกหกล้มจนกระดูกข้อสะโพกหัก ซึ่งเป็นผู้ป่วย 4 กลุ่มโรค ภายใต้สิทธิประโยชน์บริการฟื้นฟูสมรรถภาพ IMC ของระบบบัตรทอง

(นพ.ศุภศิลป์ จำปานาค นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลสระบุรี)
บทบาทของโรงพยาบาลในระยะแรกคือการทำให้ผู้ป่วยรอดพ้นจากภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะด้วยการผ่าตัดหรือการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เมื่อภาวะทางการแพทย์ของผู้ป่วยคงที่แล้ว ทีม IMC จะเข้าไปคัดกรองผู้ป่วยทุกรายแบบ 100% โดยใช้ดัชนีวัดความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน หรือ Barthel Index เป็นเกณฑ์ หากคะแนนต่ำกว่า 15 ถือว่าสูญเสียความสามารถในการดูแลตนเองระดับปานกลางขึ้นไป ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะถูกดึงเข้าสู่ระบบ IMC ทันที
จากนั้นการดูแลจะแยกออกเป็นสองแนวทางตามความสมัครใจของผู้ป่วยและครอบครัว กลุ่มแรกจะถูกส่งต่อไปรับบริการผู้ป่วยในที่โรงพยาบาลชุมชน ทั้งในรูปแบบ IMC Ward และ IMC Base ส่วนผู้ป่วยที่เลือกจะกลับไปพักฟื้นที่บ้าน จะถูกส่งต่อไปยังศูนย์ประสานงาน ซึ่งจะสอบถามความสะดวกของผู้ป่วยว่าต้องการรับบริการรูปแบบใดตลอดระยะเวลา 6 เดือนอันเป็นช่วง Golden Period ที่สำคัญที่สุด
ทว่าปัญหาใหญ่ที่โรงพยาบาลสระบุรีเผชิญคือ “บุคลากรไม่เพียงพอ” เมื่อเทียบกับปริมาณผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บางครั้งทีมโรงพยาบาลสามารถออกเยี่ยมบ้านได้เพียงเดือนละครั้งเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วยที่ต้องได้รับการกระตุ้นฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นจุดริเริ่มสำคัญของจังหวัดสระบุรีที่ผนึกกำลังกับ สปสช. เปิดทางให้คลินิกกายภาพบำบัดเอกชนเข้ามาร่วมเป็นเครือข่าย โดยเริ่มนำร่องในผู้ป่วยสิทธิบัตรทองก่อน เมื่อภาครัฐให้บริการไม่ครอบคลุม ข้อมูลผู้ป่วยจะถูกส่งต่อให้คลินิกเอกชนเข้าไปดูแลแทน
ผลลัพธ์จากความร่วมมือนี้ปรากฏชัดเจนตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา นพ.ศุภศิลป์ระบุว่า เมื่อส่งต่อผู้ป่วยไปให้คลินิกดูแล ภาระของภาครัฐลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้บุคลากรโรงพยาบาลมีเวลาดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้มากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ป่วยที่รับบริการผ่านคลินิกกายภาพบำบัดก็ได้รับจำนวนครั้งการดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมในระยะ 6 เดือนได้รับบริการเพียง 2-3 ครั้ง ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 10-20 ครั้ง ซึ่งใกล้เคียงกับมาตรฐานที่ผู้ป่วยทั้ง 4 กลุ่มโรคควรได้รับ คือไม่ต่ำกว่า 20 ครั้งภายใน 6 เดือน และที่สำคัญ กว่าร้อยละ 95 ของบริการทั้งหมดเป็นการให้บริการถึงบ้าน เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวจนไม่สามารถเดินทางมาโรงพยาบาลได้สะดวก
“หัวใจของสระบุรีโมเดล อยู่ที่การทำงานเป็นเครือข่ายอย่างเป็นระบบ เริ่มจากโรงพยาบาลสระบุรีทำหน้าที่คัดกรองผู้ป่วยและวางแผนการฟื้นฟูรายบุคคล จากนั้นส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่คลินิกกายภาพบำบัดเครือข่ายที่อยู่ใกล้บ้าน ให้ผู้ป่วยได้รับบริการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องทั้งที่คลินิกหรือที่บ้านตามความจำเป็น โดยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และมีการติดตามประเมินผลตลอดระยะเวลา 6 เดือน เพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย” นพ.ศุภศิลป์ เน้นย้ำ

เมื่อนักกายภาพบำบัดเดินทางไปหาคนไข้
กภ.สุภาภรณ์ เทพพานิช ผู้ประกอบการ “สุภาภรณ์คลินิกกายภาพบำบัด” กล่าวว่า การที่คลินิกเข้าร่วมเป็นเครือข่ายบริการนี้ได้ เพราะคลินิกเรามีความพร้อมด้านบุคลากร ที่สามารถจัดบริการครอบคลุมผู้ป่วยได้ทั่วทั้งจังหวัด การจัดตารางบริการเน้นไปที่ช่วงนอกเวลาราชการ คือตั้งแต่ 17.00-20.00 น. ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดราชการ คลินิกสามารถขยายเวลาให้บริการได้ตั้งแต่ 09.00-18.00 น. เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของผู้ป่วยให้มากที่สุด
รูปแบบการทำงานจะมีการแบ่งโซนพื้นที่ให้นักกายภาพบำบัดแต่ละคนรับผิดชอบ และส่วนใหญ่จะเป็นการลงพื้นที่ไปให้บริการถึงบ้านของผู้ป่วยโดยตรง พร้อมนำอุปกรณ์ที่จำเป็นติดตัวไปด้วย เหตุผลสำคัญคือผู้ป่วยทั้ง 4 กลุ่มโรคนี้มักเกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง และเกิดความผิดปกติในกระบวนการเรียนรู้ของกล้ามเนื้อ หากนักกายภาพบำบัดสามารถเข้าไปช่วยฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยลดโอกาสเกิดความพิการ และในหลายรายยังสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบริการกายภาพบำบัดถึงบ้านสำหรับผู้ป่วยทั้ง 4 กลุ่มโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

(กภ.สุภาภรณ์ เทพพานิช ประกอบการสุภาภรณ์คลินิกกายภาพบำบัด)
ในแง่ของการวัดผล ทีมงานจะติดตามว่าคะแนนความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นหรือไม่ และจากการเก็บข้อมูลพบว่า ผู้ป่วยมีความสามารถดีขึ้นถึง 85% ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจอย่างมากสำหรับการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง
ทว่าตัวเลขทางสถิติเหล่านี้มีชีวิตจริงซ่อนอยู่เบื้องหลัง เสียงสะท้อนจากครอบครัวหญิงวัย 69 ปี ผู้ที่เดิมมีโรคหลอดเลือดสมองอ่อนแรงข้างขวาเป็นทุนเดิม วันหนึ่งเธอลื่นล้มจนกระดูกหัก หลังผ่าตัดเสร็จ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลโทรศัพท์แจ้งว่า มีโครงการนี้ที่จะเข้ามาช่วยทำกายภาพบำบัดให้ถึงบ้าน
ครอบครัวผู้ป่วยรายนี้เล่าว่า ดีใจมากที่มีโครงการนี้ เพราะถ้าต้องเดินทางไปโรงพยาบาลก็คงไม่สะดวกและลำบากมาก ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือผู้ป่วยสามารถเคลื่อนย้ายตัว พลิกซ้ายพลิกขวาได้สะดวกขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่วยเหลือตัวเองได้ เข้าห้องน้ำเองได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเคลื่อนไหวไม่ได้อีกต่อไป
อีกหนึ่งเรื่องราวที่สะเทือนใจมาจากผู้ป่วยชายวัย 35 ปี ที่วันหนึ่งได้เกิดอาการบ้านหมุน ปากแข็ง ทรงตัวไม่ได้ และร่างกายซีกขวาเริ่มไม่มีแรง เมื่อไปถึงโรงพยาบาลพบว่าร่างกายซีกขวาใช้งานไม่ได้เลย ช่วงแรกเขารู้สึกท้อแท้ กังวลว่าใครจะดูแลแม่และครอบครัวต่อไป แต่ด้วยกำลังใจจากแม่และทีมแพทย์ ประกอบกับการเข้าร่วมโครงการ ทำให้ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่แม้แต่จับแก้วน้ำยังทำไม่ได้ วันนี้เขาสามารถขับรถและยกของได้แล้ว
ภาพเล็กๆ ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าการเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพที่รวดเร็วและต่อเนื่องในช่วง Golden Period สามารถเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งได้จริง

นอกจากประโยชน์ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพแล้ว การดูแลอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนแรกยังมีความสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น แผลกดทับ ข้อยึดติด การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ และโรคปอดบวม ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้ป่วยกลุ่มนี้ ทีมแพทย์พบว่าหากผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีตั้งแต่ระยะแรก ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จะลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกที่ถือเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสที่สำคัญที่สุด

สะพานเชื่อมเพื่อเพิ่มโอกาส
จากสิทธิประโยชน์บริการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย 4 กลุ่มโรคที่มีอยู่ แต่การเข้าถึงบริการได้นั้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อเปิดโอกาสให้คลินิกกายภาพบำบัดที่เป็นเอกชนเข้ามาร่วมทำภารกิจนี้ และเชื่อมโยงเครือข่ายกับโรงพยาบาล โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ขับเคลื่อนนโยบาย เพื่ออุดช่องว่างการเข้าไม่ถึงบริการของผู้ป่วยที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะในด้านบุคลากรขาดแคลนอย่างนักกายภาพบำบัดนี้
ในการนำร่องครั้งนี้ของโครงการนี้ ได้เริ่มต้นในกลุ่มผู้ป่วยสิทธิบัตรทองก่อน และทีมเครือข่ายบริการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในระยะยาว ผู้ป่วยที่ถือสิทธิการรักษาอื่นๆ เช่น สิทธิกรมบัญชีกลางและสิทธิประกันสังคม จะได้รับการขยายบริการรูปแบบเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อไม่ให้สิทธิการรักษาเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสฟื้นฟูชีวิต
“สระบุรีโมเดล” คือบทพิสูจน์ว่าเมื่อภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ “ช่วงเวลาทอง” ของผู้ป่วยจะไม่สูญเปล่าไปโดยไร้ประโยชน์ ยิ่งฟื้นฟูเร็วและสม่ำเสมอมากเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวมากขึ้นเท่านั้น และอาจเป็นโมเดลต้นแบบที่ขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศได้ในวันข้างหน้า เพื่อให้ผู้ป่วยระยะกลางทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในประเทศไทย ได้มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง
ชมคลิปเต็มได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=QCM9ud7vLTE