ประเสริฐ เปิด ’ThaiCER 2026‘ ชูนำงานวิจัยพัฒนา-เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพมหานคร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายการศึกษา จัด Thailand International Conference on Education Research (ThaiCER) 2026 “Resilient Future : Building Adaptive, Equitable, and Sustainable Education” โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ,ดร.นิติ นาชิต รองเลขาธิการสกศ. ,ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการ สกศ. ผู้บริหารระดับสูงจาก ศธ. ครูและบุคลากรทางการศึกษา นักวิจัยจากไทยและต่างประเทศเข้าร่วม
นายประเสริฐ กล่าวว่า ThaiCER 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญ ซึ่งการรวมตัวนักวิจัยในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เผยแพร่ผลงานวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างนวัตกรรม และกระชับความร่วมมือระหว่างนักวิจัย นักการศึกษา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วจะอาศัยผลงานวิจัยเป็นหลักในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ฉะนั้นการรวบรวมวิจัยและมีเวทีแลกเปลี่ยนความคิดจากนักวิชาการระดับโลก จะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ มองว่าการประชุมครั้งนี้เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อวงการการศึกษา และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
นายประเสริฐ กล่าวว่า ทั้งนี้ มีงานวิจัยหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น แอปพลิเคชัน Find My Future เป็นแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาในการติดตามข้อมูลการศึกษา เช่น การอัปเดตผลการเรียน และการแจ้งเตือนตารางการสอบ เพื่อช่วยให้วางแผนการเรียนและบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยด้าน AI ซึ่งปัจจุบันทราบกันดีว่า เทคโนโลยีนี้เป็นผู้ช่วยทั้งผู้เรียน และผู้สอนให้มีประสิทธิภาพในการเรียนรู้มากขึ้น ขณะนี้ประเทศไทย อยู่ระหว่างผลักดันก่อตั้ง ‘THERA’ สมาพันธ์สมาคมการวิจัยด้านการศึกษาแห่งประเทศไทย เพื่อรวบรวมผลงานวิจัยทุกหน่วยงานในประเทศ เพื่อนำวิจัยเหล่านั้นเกิดประโยชน์ในอนาคต
“ต่อไปงานวิจัยไทยจะไม่ขึ้นหิ้งอีก โลกก้าวหน้าเพราะผลงานวิจัย ดังนั้นรัฐบาลต้องให้ความสำคัญเพราะความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นจากการวิจัย เกิดจากกระบวนการความคิด สร้างสรรค์ และต่อยอด”นายประเสริฐ
รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสดีที่นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายของประเทศรับฟังข้อมูลงานวิจัยใหม่ๆ จากนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ สกศ. ได้นำวิจัยมานำเสนอเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน และนำไปสู่การกำหนดนโยบายต่อไป ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เห็นความสำคัญการวิจัยมาก และในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะมาร่วมแลกเปลี่ยนและบรรยายในหัวข้อ “Thai Educational Research Policy Executives” อีกด้วย
รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า ในส่วนของ สกศ. ได้นำงานวิจัยผลักดันเชิงนโยบายมาตลอด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.นำงานวิจัยของ สกศ.ไปใช้ในการกำหนดนโยบายการศึกษา เช่น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … และปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การกำหนดนโยบายเหล่านี้มาจากฐานงานวิจัยของ สกศ.ทั้งสิ้น ประกอบกับ สกศ.อยู่ระหว่างผลักดันก่อตั้ง ‘THERA’ สมาพันธ์สมาคมการวิจัยด้านการศึกษาแห่งประเทศไทย เพื่อรวบรวมผลงานวิจัย เพื่อที่จะเข้าสู่การเป็นสมาชิกใหม่ของ WERA (World Education Research Association) หรือสมาคมการวิจัยด้านการศึกษาโลก เพื่อยกระดับและพัฒนางานวิจัยด้านการศึกษาของไทยในระดับสากล
“สกศ.พยายามผลักดันให้ไทยสู่ Education Hub ซึ่ง สกศ.มีวิชั่น คือ ต้องการขับเคลื่อนการศึกษาโดยใช้องค์ความรู้ โดยพยายามให้ มีเวทีเผยแพร่งานวิจัย และผลักดันให้มีการนำงานวิจัยเชื่อมโยงกับการกำหนดนโยบายระดับประเทศ การที่เราได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และมีวิจัยในระดับมาตรฐานที่ได้รับการตีพิมพ์ จะทำให้การยกระดับการศึกษาของประเทศดีขึ้น และทำให้ประเทศกลายเป็น Education Hub ในอนาคตได้ ดังนั้น เราต้องเริ่มต้นสร้างฐานที่เข้มแข็ง และยังเป็นโจทย์สำคัญที่ ศธ.พัฒนาองค์ความรู้ประกอบกับสร้างเครือข่ายที่เข็มแข้งกับนานาชาติเพื่อที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นำมาใช้กำหนดนโยบายการศึกษาต่อไป”รศ.ดร.ประวิต กล่าว
Dr. Noemie Le Donne Senoir Project Manager, OECD กล่าวว่า ทักษะทางสังคม ทักษะทางอารมณ์ และทักษะการเรียนรู้ในห้องเรียน สำคัญมากสำหรับนักเรียน และเมื่อนักเรียนเรียนประสบความสำเร็จทางวิชาการ จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของพวกเขาด้วย ทำให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น มีผลการเรียนที่ดีด้วย และเมื่อนักเรียนควบคุมและจัดการอารมณ์ได้ดีแล้ว พวกเขายังมีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย ดังนั้นทักษะเหล่านี้จึงสำคัญมาก อย่างไรก็ตาม นักเรียนทุกคนไม่ได้มีทักษะในการเรียนรู้ระดับเดียวกัน ประกอบกับจากผลสำรวจของ OECD เกี่ยวกับทักษะทางสังคมและอารมณ์ พบว่า เด็กผู้หญิงมีปัญหาเล็กน้อยในการจัดการอารมณ์ของตนเองในช่วงอายุระหว่าง 10-15 ปี และเด็กผู้ชายก็ต้องการการสนับสนุนทักษะทางสังคมเช่นกัน ดังนั้นเด็กชายและเด็กหญิงจึงมีจุดแข็ง และต้องการการสนับสนุนที่แตกต่างกัน
“เมื่อเรารู้แล้วว่าทักษะเหล่านี้มีความสำคัญต่อความสำเร็จทางวิชาการ ดังนั้น โรงเรียน นับตั้งแต่ผู้บริหารและครู จะต้องมีทัศนคติร่วมกันในการพัฒนาทักษะเหล่านี้ให้กับนักเรียน โดยครูจะต้องได้รับการฝึกอบรมพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างปลูกฝังและสร้างทักษะที่จำเป็นให้นักเรียน” Dr. Noemie กล่าว
Prof. Joe O’Hara President, the World Education Research Association กล่าวว่า ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การวิจัยสามารถช่วยให้เรารับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไรนั้น มองว่ามี 2 แนวทางที่ผู้คนสามารถรับมือหรือดำเนินการได้ แนวทางแรก คือ การตอบสนองอย่างต่อเนื่องต่อสิ่งเกิดขึ้น โดยการเฝ้ามองว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในสังคมโดยรวม แล้วทำความเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อการศึกษา ผลกระทบต่อเด็กๆ และผลกระทบต่อครูอย่างไรบ้าง ซึ่งวิธีนี้จำเป็นต้องมีความเปิดกว้าง ความตระหนักรู้อยู่เสมอ และความสามารถในการตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และแนวทางที่สอง คือการตอบสนองอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยดำเนินการไปตามที่สังคมเริ่มส่งสัญญาณบอกว่า ‘เราจำเป็นต้องทำสิ่งนี้กันแล้ว’
Prof. Joe กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราพูดถึง “โซเชียลมีเดีย” เมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือแม้แต่ 5 ปีที่แล้ว ทุกคนก็ยังพูดถึงว่าโซเชียลมีเดียน่าตื่นเต้นแค่ไหน จะเปลี่ยนแปลงการศึกษาอย่างไรแต่ในปัจจุบัน กลับมีผลการศึกษาจำนวนมากที่ชี้ว่าสิ่งนี้กำลัง สร้างปัญหาอย่างจริงจัง และใช้งานโซเชียลมีเดียของเหล่านักเรียนส่งผลเสียและสร้างความเสียหายต่อการศึกษาของพวกเขาได้ ซึ่งนักวิจัยด้านการศึกษาก็ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการถกเถียงประเด็นนี้ พวกเขามองโซเชียลมีเดียอยู่ในฐานะสิ่งที่ต้องรับมือทันที แต่ในขณะเดียวกันก็คอยส่งเสียงเตือนว่า เราต้องระมัดระวังอย่างยิ่งกับการตัดสินใจอะไรที่รวดเร็วเกินไป ดังนั้น เรื่องนี้จึงมองได้เป็นสองมิติขนานกันไป


