สกศ.ระดมความคิด ‘ดัชนีชี้วัดการศึกษาแห่งชาติ’ แลกเปลี่ยนข้อมูล-กำหนดทิศทาง พัฒนาการศึกษาประเทศ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นประธานเปิดการประชุมทางวิชาการ เรื่อง “ดัชนีการศึกษาแห่งชาติเพื่อเป็นฐานข้อมูลในระดับนานาชาติ” โดยมีนายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา นำเสนอกรอบดัชนีการศึกษาแห่งชาติเพื่อเป็นฐานข้อมูลในระดับนานาชาติ ผู้บริหาร สกศ. บุคลากรทางการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมจำนวนมาก

รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า ดัชนีการศึกษาแห่งชาติ (Thailand National Education Index) คือ เครื่องมือเชิงระบบ โดยสกศ.รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของประเทศ เพื่อนำมากำหนดนโยบาย วางแผน กำกับ ติดตาม ประเมินผล และยกระดับการศึกษาของประเทศให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยดัชนีการศึกษาแห่งชาติ จะประกอบด้วย ข้อมูลตัวชี้วัดสำคัญในระดับนานาชาติด้านการศึกษา ทั้งจากฐานข้อมูลสถิติ (Hard Data) และการสำรวจความคิดเห็น (Survry Data) เพื่อสะท้อนคุณภาพของระบบการศึกษาไทยใน 5 มิติหลัก คือ มิติการเข้าถึงระบบการศึกษา, มิติคุณภาพและผลลัพธ์ผู้เรียน, มิติประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา, มิติความเชื่อมโยงกับชีวิตและงาน และมิติความพร้อมต่ออนาคต

รศ.ดร.ประวิต กล่าวต่อว่า ความสำคัญของ ดัชนีการศึกษาแห่งชาติ จะเป็นเข็มทิศเชิงนโยบาย ช่วยกำหนดทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาการศึกษา เป็นเครื่องมือบริหารจัดการ ช่วยติดตาม ประเมินผล และจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนา สร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล เพื่อยกระดับประเทศ และสร้างความโปร่งใส และการมีส่วนร่วม โดยขั้นต่อไป สกศ.จะนำ ดัชนีการศึกษาแห่งชาติ อัปเดตลงใน Indicators of Education Systems (INES) ของ OECD โดย OECD จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์ และนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลประเทศอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เราเห็นสถานะแท้จริงของประเทศไทยในมิติต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก

รศ.ดร.ประวิต กล่าวต่อว่า สกศ.จะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการผลักดันเชิงนโยบายเพื่อกำหนดมาตรการในด้านการศึกษาต่อไป ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีดัชนีการศึกษาแห่งชาติ เพื่อทำให้ขับเคลื่อนและพัฒนาการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะถ้าเราจะยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศให้เทียบเคียงกับประเทศอื่น จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลเหล่านี้เพื่อเป็นตัวชี้วัด และเทียบเคียงกับนานาชาติ ซึ่งจะทำให้เห็นว่าตำแหน่งประเทศไทยอยู่จุดไหนเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

รศ.ดร.ประวิต กล่าวต่อว่า การประชุมวันนี้ จะมีตัวแทนจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ,สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) และ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ฃ สกศ.ต้องการให้หน่วยงานต่างๆ ทำงานอยู่บนฐานข้อมูลเดียวกัน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน จะนำไปสู่กำหนดภารกิจของแต่ละหน่วยงานให้มีความสอดประสานกัน

“สกศ.อยากได้มุมมองจากหน่วยงานอื่น ที่เป็นคลังสมองของประเทศ ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้จะมีข้อมูลเป็นของตน เมื่อมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน ก็จะประโยชน์ และจะทำให้การพัฒนาดัชนีการศึกษาของประเทศมีความแม่นยำมากขึ้น และในขณะนี้ สกศ.อยู่ระหว่างบูรณาการข้อมูลเพื่อจัดทำรายงาน Education at a Glance (EAG) และโครงการ TALIS (Teaching and Learning International Survey) ของ OECD เพื่อเตรียมความพร้อมข้อมูลเพื่อยกระดับการศึกษาไทยให้เทียบเคียงมาตรฐานสากล และเข้าเป็นสมาชิกองค์การ OECD ในอนาคตอีกด้วย” รศ.ดร.ประวิต กล่าว

ต่อมาที่ประชุมจัดเสวนาเรื่อง “จากข้อมูลสู่การกำหนดนโยบาย : ดัชนีการศึกษาแห่งชาติกับอนาคตฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนาประเทศ” โดยมี นายพงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) , ดร.ปิยะนิตย์ โอนพรัตน์วิบูลย์ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และ นางอรศรี ฮินท่าไม้ ผู้อำนวยการกลุ่มสถิติแรงงาน สำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลดัชนีการศึกษาแห่งชาติ

ดร.ปิยะนิตย์ กล่าวว่า ดัชนีการศึกษาแห่งชาติ ควรกำหนดเป้าหมายสุดท้าย หรือผลกระทบของการพัฒนาให้ได้ก่อนที่จะจัดทำดัชนี และต้องกำหนดประเด็นการวัดที่สะท้อนถึงเป้าหมายสุดท้ายให้ชัดเจน ทั้งนี้ ต้องเข้าใจสภาพปัญหา เพราะปัจจุบันการวัด ประเมินการพัฒนาด้านต่างๆ รวมทั้งการศึกษาที่เน้นที่การวัด Input และ Output เป็นส่วนใหญ่ อาจมีการวัดระดับ Outcome บางส่วน ที่ทำให้ไม่สามารถสะท้อนการบรรลุเป้าหมายสุดท้าย(Ultimate Goal) ของการพัฒนา ซึ่งเป็นการประเมินระดับผลกระทบ (Impact) ได้อย่างชัดเจน

นายพงศ์ทัศ กล่าวว่า การใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ควรขับเคลื่อนดังนี้ 1.ระบุปัญหาให้ถูกจุด ชี้ว่าปัญหาอยู่จุดไหน 2.เลือกกลยุทธ์ที่ได้ผล อ้างอิงหลักฐานงานวิจัยที่ได้ผล 3.ทดลองและขยายผล โดยดูการนำร่องแล้วเก็บข้อมูลก่อน-หลัง 4.ติดตามและปรับต่อเนื่อง และ 5.ผลลัพธ์ที่คาดหวัง คือ ผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำลดลง อย่างไรก็ตาม ต้องมีฐานข้อมูลพร้อมวิเคราะห์ คือ มีข้อมูล Input-Process-Output ที่ละเอียดและเชื่อมโยงกัน และต้องเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่น เพื่อเข้าใจบริบทที่แท้จริง และออกแบบนโยบายที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด

“การชี้วัดต้องไม่มองแค่อดีต แต่ควรมีตัวชี้วัดสมรรถนะแห่งอนาคตเพื่อเป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้าต่อความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลง เช่น แต่เดิมมีเป้าหมายหลัก คือ เข้าถึงการศึกษา ได้งานที่มั่นคง แต่ในอนาคต ควรจะมีเป้าหมายในการพัฒนาให้มีทักษะด้านการใช้ AI ,ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยทางดิจิทัล และความยั่งยืน เป็นต้น”นายพงศ์ทัศ กล่าว

ด้านนางอรศรี กล่าวว่า ดัชนีการศึกษาแห่งชาติ ถือเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญมาก แต่เดิมเราอาจจะมีในมิติ Input และ Output แต่ต่อไปควรจะมองถึง Impact หรือผลกระทบต่อเนื่อง เช่น เดิมจะดูเฉพาะจำนวนผู้เรียนเท่าไหร่ เรียนจบแล้วได้ทำงานเท่าไหร่ แต่ต่อไปมองว่าควรจะมองว่า เมื่อผู้เรียน เรียนจบแล้วมีงานทำหรือไม่ รอเวลาทำงานนานเท่าไหร่ และได้ทำงานตรงสายหรือไม่ สำหรับบทบาทของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ จะมาช่วยผลักดัน ดัชนีการศึกษาแห่งชาติอย่างไรนั้น มองว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ควรจะบูรณาการข้อมูลร่วมกัน เมื่อเราสามารถเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันได้แล้ว จะสามารถติดตามตัวชี้วัดได้ถึงตัวบุคคล ซึ่งข้อมูลนี้จะมีประโยชน์มาก

“อย่างไรก็ตาม กลไกในการบูรณาการข้อมูล มี 3 กลไกที่สำคัญ คือ 1.การทำมาตรฐาน คือ กำหนดนิยามให้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งประเทศ 2.การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คือ ใช้เทคนิคการทำข้อมูลให้เป็นนิรนามก่อนการวิเคราะห์ และเชื่อมโยงฐานข้อมูลผ่าน Secure API ระหว่างหน่วยงานโดยไม่เปิดเผยข้อมูลระดับบุคคลต่อสาธารณะ และ3. ธรรมาภิบาลข้อมูล คือ กำหนดสิทธิความเป็นเจ้าของข้อมูลอย่างชัดเจน ระบุขอบเขตความรับผิดชอบ ว่าแต่ละหน่วยงานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ระดับไหน เชื่อว่าถ้ามีการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน ทำให้เห็นภาพกว้างของข้อมูลที่มากขึ้น ทำให้รู้ว่าเราขาดข้อมูลส่วนไหน เพื่อนำมาวิเคราะห์ เห็นทิศทางและสามารถกำหนดนโยบายด้านการศึกษาของประเทศได้ชัดเจนมากขึ้น” นางอรศรี กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน