สกศ.ชู Credit Bank พลิกโฉมการศึกษา เผย 60% จังหวัดผ่านเกณฑ์ ตั้งเป้าครอบคลุมทั่วประเทศปี2570
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างศักยภาพการขับเคลื่อนธนาคารหน่วยกิตลงสู่การปฏิบัติประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 19-20 สิงหาคม 2569 โดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นประธานเปิดการประชุม และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Credit Bank: นวัตกรรมพลิกโฉมห้องเรียนและระบบการศึกษาไทย”
พร้อมด้วย ดร.กาญจนา หงษ์รัตน์ ผู้อำนวยการสำนักกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ, ดร.นิติ นาชิต รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.), นายศิวกร รัตติโชติ ผู้อำนวยการกลุ่มทะเบียนและสารสนเทศทางการศึกษา สทศ., นายอัศวิน ข่มอาวุธ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สอศ., ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.), ดร.ปริยา เลิศลอย หัวหน้ากลุ่มพัฒนาคุณภาพการศึกษา กลุ่มงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ สช. และนางปัทมา วีระวานิช ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบธนาคารหน่วยกิต เข้าร่วม
รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า ความคืบหน้าการขับเคลื่อนโครงการ ‘ธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัด’ (Credit Bank) ปัจจุบันมีจังหวัดทั่วประเทศกว่า 60% ที่สามารถดำเนินงานได้ตามขั้นตอนและเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนที่เหลือยังอยู่ในระหว่างเร่งพัฒนา ตั้งเป้าหมายว่าในปี 2570 จะขับเคลื่อนเต็มกำลัง เพื่อให้ครอบคลุมเต็มพื้นที่ทั่วประเทศ สำหรับแนวทางในปี 2570 จะเน้นการเทียบเคียงมาตรฐานร่วมกัน ทั้งในระดับส่วนราชการและระดับพื้นที่ เพื่อให้การเทียบโอนประสบการณ์ ความรู้ และหน่วยกิตการเรียนรู้ของผู้เรียนเดินหน้าไปในทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ
รศ.ดร.ประวิต กล่าวต่อว่า ได้ย้ำความสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างผ่านสถาปัตยกรรมใหม่ของระบบการศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ได้วางไว้ในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ เพื่อยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับเกณฑ์สากล ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการเตรียมความพร้อมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้เน้นย้ำถึงทิศทางการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้น 3 ประเด็นหลัก ตามแนวทางสากล
ได้แก่ 1. การศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Education) ทลายกรอบการเรียนรู้เฉพาะในห้องเรียน มุ่งสู่ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
2. การเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่โลกการทำงาน (Transition Pathway) เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงเพื่อสร้างสมรรถนะ
3. เน้นการศึกษาปฐมวัย (Early Childhood Policy) ปรับทิศทางการลงทุนทางการศึกษาลงสู่ระดับเด็กเล็กและปฐมวัยมากขึ้น เพื่อสร้างฐานความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
นอกจากนี้ การจัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฯ ฉบับใหม่ จะไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเดิม แต่จะเป็นการกำหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ที่จะต้องปรับบทบาทมาขับเคลื่อนมิติใหม่ทางการศึกษา มีความคิดสร้างสรรค์ และทำงานเชิงรุกในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ สภาการศึกษาจะทำหน้าที่วางนโยบายและจัดทำพื้นที่ทดลอง (Sandbox) ก่อนส่งมอบให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) เป็นหน่วยงานในการขับเคลื่อนและปฏิบัติต่อไป” รศ.ดร.ประวิต กล่าว
ดร.นิติ กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ซึ่งความคืบหน้าปัจจุบัน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดหลายแห่งได้ดำเนินงานขับเคลื่อนจนครบถ้วนแล้ว ขณะเดียวกัน การประชุมครั้งนี้ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับพื้นที่ปฏิบัติ โดย สกศ. ได้บูรณาการร่วมกับ 4 หน่วยงานหลัก
ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งทุกหน่วยงานมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งการออกระเบียบ การจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน และการเปิดใช้งานแพลตฟอร์มกลาง
นอกจากนี้ สกศ. อยู่ระหว่างการพัฒนา “แพลตฟอร์มกลาง” เพื่อเชื่อมโยงระบบของทั้ง 4 หน่วยงานเข้าด้วยกัน และเตรียมขยายการเชื่อมต่อครอบคลุมหน่วยงานอื่น ๆ เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งการขับเคลื่อนในระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งเชิงคุณภาพ ซึ่งความคืบหน้าปัจจุบัน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดหลายแห่งได้ดำเนินงานขับเคลื่อนจนครบถ้วนแล้ว
นางปัทมา กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้นับเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการกำหนดบทบาทของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ให้ทำหน้าที่เป็นข้อต่อสำคัญในการเชื่อมโยงระบบธนาคารหน่วยกิตจังหวัดระหว่างหน่วยงานภาครัฐและสถานศึกษา หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนระดับจังหวัด โดยการจัดทำแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการ เพื่อให้ทุกจังหวัดมีกรอบแนวทางปฏิบัติงานที่ชัดเจนและเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
รวมถึงการสื่อสารสร้างความเข้าใจ สร้างความตระหนักรู้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ทั้งผู้เรียน ผู้ปกครอง สถาบันการศึกษา และสถานประกอบการ และการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง ทั้งนี้ ระบบธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัดถือเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่จะช่วยสะสมและเทียบโอนสะสมประสบการณ์การเรียนรู้ ช่วยลดความซ้ำซ้อน และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในแต่ละพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน
นายศิวกร กล่าวว่า บทบาทสำคัญของบุคลากรทางการศึกษา ในฐานะกลไกหลักที่จะช่วยเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยหลักสูตรของสถานศึกษาในปัจจุบันมีความยืดหยุ่นสูง พร้อมรองรับการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ สิ่งสำคัญคือ หน่วยงานในพื้นที่ต้องเร่งค้นหาเด็ก ประสานความร่วมมือกับเขตพื้นที่และสถานศึกษา รวมทั้งช่วยแนะนำแหล่งเรียนรู้ และจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการทำงานร่วมกัน
นายอัศวิน กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาอาชีวศึกษา (สอศ.) เร่งขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) โดยเฟสแรกได้นำร่องในสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำระบบฐานข้อมูล (Database) ของสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาคเอกชน ซึ่งครอบคลุมแล้ว 75 จังหวัด อยู่ระหว่างรอการอนุมัติอีก 2 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 319 วิทยาลัย โดยรองรับสาขาวิชาในระดับ ปวช. และ ปวส. แล้วกว่า 125 สาขาวิชา
สำหรับการดำเนินงานในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา ระบบสามารถกระจายโอกาสทางการศึกษาครอบคลุมผู้เรียนในภูมิภาคต่าง ๆ แล้วจำนวน 6,179 คน ซึ่งอาชีวศึกษาทำหน้าที่รับฝากผลการเรียนรู้ ทั้งผู้เรียนสายสามัญ รับฝากผลการเรียนจากทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) รวมถึงกลุ่มคนทำงาน ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเรียนต่อเพื่อ Up-skill หรือ Re-skill แต่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา โดยกลไกของอาชีวศึกษาจะช่วยเทียบโอนความรู้และประสบการณ์เดิมที่มีอยู่ มาสะสมเป็นหน่วยกิต เพื่อรับรองคุณวุฒิการศึกษาได้
ดร.รุ่งอรุณ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เร่งขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยนำทักษะและประสบการณ์จากการทำงานมาเทียบโอนสะสมหน่วยกิตได้ตลอดชีวิต โดยขณะนี้มีสถานศึกษานำร่องพร้อมดำเนินการแล้ว 196 แห่งทั่วประเทศ
ดร.ปริยา กล่าวว่า ได้เร่งขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) สำหรับโรงเรียนนอกระบบ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้จัดส่งคู่มือปฏิบัติงานให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและโรงเรียนนอกระบบทั่วประเทศแล้ว โดยโครงสร้างธนาคารหน่วยกิตของโรงเรียนนอกระบบ แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ดูแลนโยบายและระบบข้อมูล, ธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัด สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ทำหน้าที่อนุมัติและกำกับดูแลระดับจังหวัด และธนาคารหน่วยกิตระดับสถานศึกษา ทำหน้าที่จัดการเรียนรู้และบันทึกผล
ดร.กาญจนา กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสภาการศึกษาและองค์กรหลักในกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อผลักดันระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนทุกช่วงวัย สำหรับวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจในหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติล่าสุด
พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนบทเรียนการทำงานในระดับพื้นที่แก่ผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.), สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ
สำหรับการประชุมในวันนี้เป็นเวทีสำคัญสำหรับหน่วยปฏิบัติอย่างสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัดและระดับสถานศึกษา ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่
เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานชัดเจนยิ่งขึ้น และผลลัพธ์ที่ได้ไปปรับใช้ขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิตร่วมกับสถานศึกษาและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเป็นเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อร่วมกันถอดบทเรียน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และวิเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ อันจะนำไปสู่การจัดทำฐานข้อมูล การสร้างกลไกการเทียบโอนที่มีมาตรฐาน และการขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิตให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพกำลังคนในระดับจังหวัดได้อย่างแท้จริง



