คณะปฏิรูปการแพทย์ฉุกเฉินฯ เห็นชอบยกระดับ Public Safety ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยชีวิต
ปั้นคนเห็นเหตุการณ์เป็นหมอคนแรก ตั้งเป้า อฉช. 10 ล้านคนทั่วประเทศเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติทุกพื้นที่
เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินโดยเทคโนโลยีดิจิทัล ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา
กล่าวถึงผลการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาแนวทางยกระดับความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety) ด้านการแพทย์ฉุกเฉินและการรับมือภัยพิบัติว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ความปลอดภัยของประชาชนถือเป็นภารกิจพื้นฐานสำคัญของรัฐ
โดยต้องคุ้มครองทั้งชีวิต สุขภาพ และทรัพย์สิน ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันและลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ การตรวจจับและตอบสนองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการสร้างสภาพแวดล้อมและชุมชนที่มีความปลอดภัย
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางสำคัญคือการปรับระบบจากตั้งรับไปสู่เชิงรุก สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับครัวเรือนและชุมชน พร้อมเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล ทั้งกรอบเซนไดเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และแนวทางขององค์การอนามัยโลก เพื่อรองรับภัยตั้งแต่อุบัติเหตุรายบุคคล อุบัติภัยหมู่ สาธารณภัย โรคระบาด ไปจนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ที่ประชุมให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับนาทีแรกหลังเกิดเหตุ เพราะถือเป็นช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายต่อโอกาสรอดชีวิตและความพิการของผู้ป่วย จึงเสนอให้เร่งสร้างความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินและภัยพิบัติแก่ประชาชน ผ่านสื่อดิจิทัล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อสม. และเครือข่ายภาคประชาชน
โดยประชาชนควรมีทักษะพื้นฐานอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่ การป้องกันและลดความเสี่ยง การสังเกตอาการฉุกเฉินวิกฤต เช่น หัวใจหยุดเต้น โรคหลอดเลือดสมอง หรือจมน้ำ การแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1669 พร้อมระบุพิกัดและอาการอย่างถูกต้อง การปฐมพยาบาล ทำ CPR และใช้เครื่อง AED รวมถึงการจัดทำแผนเผชิญเหตุในระดับครัวเรือนและชุมชน โดยเฉพาะการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทผู้พบเห็นเหตุการณ์ (Bystander) ให้กลายเป็นหมอคนแรก ณ จุดเกิดเหตุ สามารถประเมินความปลอดภัย ตรวจการตอบสนองและการหายใจ โทรแจ้ง 1669 เริ่มกดหน้าอกทันทีเมื่อสงสัยภาวะหัวใจหยุดเต้น นำ AED มาใช้ปฐมพยาบาลและห้ามเลือด พร้อมส่งต่อข้อมูลให้ทีมการแพทย์ฉุกเฉินอย่างถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยผิดวิธี
ทั้งนี้ ที่ประชุมเสนอให้พัฒนาระบบคำแนะนำช่วยชีวิตผ่านโทรศัพท์ หรือ Dispatcher-Assisted First Aid/CPR ควบคู่กับการสร้างหลักประกันทางกฎหมายแก่ประชาชนที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุโดยสุจริต และกำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อนผลจริง เช่น อัตราผู้ป่วยได้รับ CPR ระยะเวลาก่อนเริ่ม CPR หรือใช้ AED และอัตราการรอดชีวิตกลับบ้าน
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการฝึกอบรมจะพัฒนาเป็นระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต แบ่งตามบทบาท 3 ระดับ ตั้งแต่ประชาชนทั่วไปและครอบครัว อาสาฉุกเฉินชุมชนและหน่วยงาน ไปจนถึงผู้ขับรถพยาบาล วิทยากร และบุคลากรวิชาชีพ โดยแต่ละระดับจะได้รับการฝึกตามสมรรถนะและภารกิจที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในโครงการสำคัญที่ที่ประชุมผลักดันคือ 1 ครัวเรือน 1 CPR เพื่อสร้างอาสาฉุกเฉินชุมชน หรือ อฉช. ให้ทุกครอบครัวมีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งคนที่สามารถช่วยชีวิตในช่วงนาทีวิกฤตได้ หลักสูตรจะครอบคลุมระบบการแพทย์ฉุกเฉิน สิทธิ UCEP กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การประเมินสถานการณ์ การแจ้งเหตุ CPR/AED การปฐมพยาบาล และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างถูกต้อง พร้อมแตกแขนงตามสภาพพื้นที่ ทั้งอาสาฉุกเฉินทั่วไป อาสาฉุกเฉินทางทะเล และอาสาฉุกเฉินในพื้นที่ทุรกันดาร
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรรับมือภัยพิบัติทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว ดินโคลนถล่ม โรคระบาด มลพิษ PM2.5 ตลอดจนสถานการณ์ความไม่สงบ โดยเปิดให้ผู้มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป สุขภาพแข็งแรง มีจิตอาสา และผ่านการประเมินตามมาตรฐาน สามารถเข้ารับการอบรมได้
โดยคณะทำงานวางเป้าหมายระยะ 5 ปี ระหว่าง พ.ศ.2568-2572 เพิ่มจำนวน อฉช. จาก 1 ล้านคนในปี 2568 เป็น 3 ล้านคนในปี 2569, 5 ล้านคนในปี 2570, 7 ล้านคนในปี 2571 และแตะ 10 ล้านคนทั่วประเทศในปี 2572
พร้อมสร้างศูนย์การเรียนรู้ระดับชุมชนและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล ขณะเดียวกัน จะเร่งพัฒนาครู อฉช. เพื่อรักษามาตรฐานการฝึกอบรมให้เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ โดยเน้นทั้งบุคลิกภาพ จรรยาบรรณ จิตวิญญาณความเป็นครู เทคนิคการสอน การออกแบบสื่อ และการประเมินสมรรถนะผู้เรียน
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้เข้ารับการพัฒนาเป็นครู อฉช. จะต้องเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ที่มีประสบการณ์สอน หรือเป็นผู้ผ่านหลักสูตร อฉช. ที่มีผลการประเมินตามเกณฑ์กำหนด โดยใช้ระบบเรียนรู้ด้วยตนเองผ่าน E-Learning ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างครูต้นแบบและขยายเครือข่ายความปลอดภัยลงถึงระดับชุมชนทั่วประเทศ
โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางดังกล่าว และเตรียมนำเสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันเป็นข้อเสนอในการปฏิรูประบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลต่อไป