ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วผ่านหน้าจอเพียงปลายนิ้ว สื่อดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในแทบทุกมิติ ขณะเดียวกัน ผู้คนต้องเผชิญกับข้อมูลจำนวนมหาศาล ทั้งข่าวสาร ข้อคิดเห็น เนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้ ตลอดจนข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อนหรือชวนให้เกิดความเข้าใจผิด การมีทักษะในการเข้าถึง วิเคราะห์ ตรวจสอบ และประเมินข้อมูลอย่างรอบด้าน จึงกลายเป็นทักษะสำคัญของคนทุกช่วงวัย

จากโจทย์ดังกล่าว นำมาสู่การจัดงาน “รวมพลคนเท่าทันสื่อ” และพิธีมอบรางวัล “MIDL Awards 2026” (Media, Information and Digital Literacy) ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และองค์กรภาคีเครือข่าย เพื่อยกย่ององค์กรและบุคคลต้นแบบที่ร่วมสร้างสังคมเท่าทันสื่อ โดยในปีนี้มีการเชิดชูเกียรติใน 2 ระดับรางวัล คือ โล่เกียรติยศและเกียรติบัตรประกาศเกียรติคุณ ครอบคลุม 7 ประเภทรางวัล เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 69 ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ จ.นนทบุรี

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “รู้เท่าทันสื่อ กับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม” โดยชี้ว่า การรู้เท่าทันสื่อไม่ใช่เรื่องของการป้องกัน การระวัง หรือการจับจ้องจับผิดเท่านั้น แต่ควรนำไปสู่การใช้ประโยชน์ ทั้งต่อตนเอง คนรอบข้าง และสังคม สำคัญคือต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ พินิจพิเคราะห์อย่างถูกต้อง เพราะผลกระทบอาจมีความหลากหลายและรุนแรงแตกต่างกันไป

ขณะเดียวกัน การรู้เท่าทันสื่อยังเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยในมิติเศรษฐกิจ ผลกระทบไม่ได้เกิดจากการหลอกลวงโดยตรงเท่านั้น แต่สื่อยังมีส่วนในการหล่อหลอมค่านิยม ความคิด และพฤติกรรมของผู้คน ขณะที่ในมิติทางสังคม การแพร่กระจายของข่าวปลอม (Fake News) และข้อมูลหลอกลวง อาจทำให้ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ของคนในสังคมลดลง ทั้งนี้ สสส. พร้อมสนับสนุนการทำงานทั้งในมิติของการป้องกันและการสร้างเสริมผลกระทบที่จะเกิดกับเด็กและประชาชน

“สสส. ทำงานร่วมกับภาคีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่หลังๆ เราเริ่มมองภาพของการรวมตัวขึ้นเป็นเครือข่ายเพื่อสร้างความยั่งยืน ชุดความรู้เราพร้อมแล้ว เรามีนักวิชาการ แกนนำ อินฟลูเอนเซอร์จากหลากหลายที่เข้าร่วมโครงการกับเรา ฉะนั้นสเต็ปต่อไปคือการสร้างรากฐานของการทำงานอย่างต่อเนื่อง การทำ T-DiWell เป็นสเต็ปแรกของเครือข่ายที่จะเริ่มสร้างความยั่งยืน และให้สังคมได้มีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกันกับ สสส.”

ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) ได้บอกเล่าถึงเส้นทางการเดินทางของ MIDL Awards ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2567 ซึ่งเดิมมีรางวัลเพียง 5 ประเภทและมีผู้สมัครเข้ามาร่วม 50 กว่ารายเท่านั้น ทว่าปีนี้ แรงบันดาลใจได้ส่งต่อและเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนมีบุคคลและองค์กรเสนอชื่อเข้าชิงสูงถึง 176 ราย/แห่ง นำมาสู่การส่งมอบ 26 รางวัลในวันนี้

ความพิเศษของปี 2569 นี้ ดร.ธีรารัตน์ ชี้ให้เห็นว่าสถิติความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีพุ่งสูงถึง “แสนล้านบาท” เพียงแค่ในครึ่งปีแรก แม้จำนวนอาจดูลดลง แต่กลุ่มที่ถูกหลอกลงทุนความเสียหายยังคงสูงถึง 10 – 100 ล้านบาทในแต่ละเคส ทางผู้จัดงานจึงได้ตั้งธีมรางวัลพิเศษประจำปี 2569 ขึ้นในหัวข้อ “เกราะกันภัยอาชญากรรมไซเบอร์ สำหรับเด็กและเยาวชน”

นอกจากนี้ ดร.ธีรารัตน์ ยังได้เปิดเผยถึงนโยบายแรกของ เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะดิจิทัล หรือ T-DiWell ที่เพิ่งเปิดตัวในงานนี้ว่าจะร่วมกับ สพฐ., กทม., และ สถ. ในการขับเคลื่อน “ลดการใช้หน้าจอในเด็กปฐมวัยก่อน 2 ขวบ” เพื่อป้องกันความเสียหายทางพัฒนาการภาษาและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และจะขับเคลื่อนไปจนถึงกลุ่มเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ให้สามารถใช้สื่ออย่างปลอดภัย ภายใต้การดูแลใกล้ชิดของครูและผู้ปกครอง

“เราจะขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อให้ค่านิยมของการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัยอยู่ในทุกหนแห่ง ทั้งระดับส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ทั้งระดับบุคคล และองค์กร ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนตลอดไป”

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เล่าถึงการทำงานของ สช. ว่า ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้มาอย่างยาวนานตั้งแต่การจัดตั้ง สช. ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ปี 2551 ทาง สช. ได้มีมติเรื่อง “ผลกระทบของสื่อต่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว” เนื่องจากเล็งเห็นว่าสื่อเป็นตัวแปรสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาวะ

ปัจจุบันโลกดิจิทัลเข้ามามีผลต่อวิถีชีวิตมากขึ้น สช.ทำนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้คนมีสุขภาวะที่ดี จึงต้องลงลึกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย จิตใจ หรือสังคม โดยเน้นย้ำว่า การดูแลรักษาร่างกายไม่ให้มีโรคนั้นเป็นเรื่องยากแล้ว แต่การดูแลมิติด้านจิตใจและสังคมนั้นยากยิ่งกว่า ซึ่งสื่อมีอิทธิพลอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต

“ไม่มีใครปลอดภัย หากสังคมเราไม่ปลอดภัย ดังนั้นพวกเราทุกคนจึงต้องร่วมมือกันเพื่อทำให้สังคมปลอดภัย เชื่อว่าถ้าเรา ‘รู้เร็ว รู้เท่า รู้ทัน’ จะป้องกันได้”

สำหรับประเภทรางวัลดีเด่นที่สอดคล้องกับสถานการณ์ประจำปี 2569 “เกราะกันภัยอาชญากรรมไซเบอร์ สำหรับเด็กและเยาวชน” ระดับโล่เกียรติยศ ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทนรับรางวัล พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนกำลังตกเป็นเหยื่อของภัยออนไลน์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายและอุดมศึกษา ช่วงอายุ 18-25 ปี พบว่าเฉพาะในปีนี้มีผู้เสียหายถูกหลอกลวงไปแล้วกว่า 2,500 ราย คิดเป็นเฉลี่ยวันละ 13 ราย ผ่านรูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือที่เรียกกันว่า “กองร้อยปอยเปต”

หลายคนเป็นนักศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ บางคนเรียนด้านดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีอย่างเชี่ยวชาญ แต่คนร้ายไม่ได้ทำการแฮกคอมพิวเตอร์ ไม่ได้แฮกบัญชีธนาคาร หรือโทรศัพท์ของน้อง แต่แฮกจิตใจน้องด้วยระบบที่เรียกว่า Social Engineering

“รางวัลที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับในวันนี้เป็นขวัญกำลังใจให้ตำรวจทุกนาย ที่จะดำเนินการปกป้องภัยออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันเรามีโครงการ ‘ครูต้นแบบ’ หรือ ‘ครูวัคซีนไซเบอร์’ ที่จะเข้าไปสอนและให้ความรู้แก่พี่น้องประชาชนและเยาวชนตามสถานศึกษาและชุมชนต่างๆ จากข้อมูลพบว่า การเข้าไปพบปะเห็นหน้าตากัน เป็นการสอนที่ดีที่สุด” พล.ต.ท.ไตรรงค์ ฝากทิ้งท้าย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน