“รมว.สุชาติ” เดินหน้าผลักดัน “ดอยอินทนนท์” ขึ้นแท่นอุทยานมรดกอาเซียนแห่งที่11 ของไทย ชูความโดดเด่นระบบนิเวศภูเขาสูง ยกระดับมาตรฐานอนุรักษ์ระดับสากล สู่การสร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชน

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินหน้ายกระดับบทบาทการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของไทยในเวทีระดับภูมิภาค เสนอ “อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์” จังหวัดเชียงใหม่ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพื่อขึ้นทะเบียนเป็น “อุทยานมรดกอาเซียน” (ASEAN Heritage Park: AHP) ลำดับที่ 11 ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

โดยล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 หลังจากที่คณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (กอช.) ได้มีมติเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า การผลักดันอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์สู่การเป็นมรดกอาเซียนถือเป็นภารกิจสำคัญตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยอุทยานมรดกอาเซียน พ.ศ. 2546 เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยในการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าความโดดเด่นระดับภูมิภาค​

สำหรับการเสนอชื่อดอยอินทนนท์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มศักยภาพบุคลากรและยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล แต่ยังช่วยสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมการอนุรักษ์ร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน อีกทั้งยังเป็นการยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม เสริมสร้างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่จะกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยเพิ่มเติมถึงความพร้อมของพื้นที่ว่า อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีคุณสมบัติสมบูรณ์ตามเกณฑ์โดดเด่น 10 ด้านของมรดกอาเซียนอย่างครบถ้วน ทั้งการเป็นตัวแทนระบบนิเวศภูเขาสูงที่มีตั้งแต่ป่าเต็งรัง ป่าดิบเขา จนถึงป่าละเมาะเขาสูง

และ “ป่าเมฆ” (Cloud Forest) ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่หาได้ยากในภูมิภาค ควบคู่กับความสมบูรณ์ทางนิเวศที่มีผืนป่าปกคลุมสูงถึงร้อยละ 89.49 รวมถึงการกำหนดเขตธรรมชาติหวงห้ามและเขตรักษาสภาพดั้งเดิมไว้ร้อยละ 73.67 เพื่อคุ้มครองถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตอย่างเข้มงวด

ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ดอยอินทนนท์ถือเป็นแหล่งรวมสิ่งมีชีวิตกว่า 1,400 ชนิด และเป็นจุดเชื่อมโยงทางชีวภูมิศาสตร์กับเทือกเขาหิมาลัย พบพรรณพืชมากถึง 1,271 ชนิด โดยเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก 2 ชนิด และพืชเฉพาะถิ่น 43 ชนิด ตลอดจนนกอีก 378 ชนิด พร้อมด้วยสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ เช่น กวางผา เลียงผา ชะนีมือขาว และตุ๊กกายดอยอินทนนท์

นอกจากนี้ยังมีเอกลักษณ์โดดเด่นจากการเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยที่ระดับ 2,565 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยแห่งเดียวของนกกินปลีหางยาวเขียวอ่างกาและกุหลาบพันปี

นอกจากความสำคัญด้านชีวภาพแล้ว ดอยอินทนนท์ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำปิง ผลิตน้ำมากกว่า 540 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หล่อเลี้ยงชุมชนโดยรอบกว่า 35 หมู่บ้าน 74 ชุมชน พร้อมช่วยกักเก็บคาร์บอนประมาณ 13.42 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า อีกทั้งยังมีรากฐานการบริหารจัดการที่คุ้มครองด้วยพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มีแผนบริหารจัดการอุทยานฯ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566–2570) รองรับ 12 แผนงาน 114 โครงการ

โดยมีคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ (PAC) ร่วมติดตาม ที่สำคัญยังสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติอย่างกลมกลืน จากการที่ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอและม้งอาศัยอยู่ร่วมกับผืนป่าด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ร่วมเป็นผู้นำท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ควบคู่กับการดูแลรักษาแหล่งประวัติศาสตร์อย่างพระสถูปเจดีย์เจ้าอินทวิชยานนท์และภาพเขียนสีผาคันนา

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานถัดไป สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จะส่งมอบเอกสารนำเสนอแก่ศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (ASEAN Centre for Biodiversity: ACB) โดยคณะผู้เชี่ยวชาญจาก ACB มีกำหนดลงพื้นที่ประเมินอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์จริงระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน 2569 นี้

ก่อนจะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามกลไกอาเซียน ได้แก่ คณะกรรมการอุทยานมรดกอาเซียน (AHP Committee), คณะทำงานอาเซียนด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (AWGNCB) และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม (ASOEN) เพื่อเสนอขอรับรองอย่างเป็นทางการในการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม (ASEAN Ministerial Meeting on the Environment) ภายในปี พ.ศ. 2570 ต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน