แม้ไข้เลือดออกจะเป็นโรคที่หลายคนคุ้นเคย แต่ยังคงสร้างผลกระทบต่อคนไทยโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยเรียนที่พบอัตราป่วยสูง ขณะที่ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หากติดเชื้ออาจมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงและเสียชีวิตมากขึ้น การป้องกันจึงไม่ควรรอจนเกิดการเจ็บป่วย แต่ต้องเริ่มจากการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ป้องกันยุงกัด ไปจนถึงการเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน

ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 19 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้ว 21,620 ราย เสียชีวิต 31 ราย ขณะที่กรุงเทพมหานครพบผู้ป่วย 1,785 ราย และเสียชีวิต 4 ราย สะท้อนให้เห็นว่าการป้องกันโรคยังเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการ อย่างต่อเนื่อง1

นำร่องวัคซีน ป.4 ใน 5 เขตเสี่ยง เพื่อยกระดับการป้องกันโรค สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จึงเดินหน้า “โครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคไข้เลือดออกสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4” ในปีการศึกษา 2569 โดยนำร่องโรงเรียนสังกัด กทม. 40 แห่ง ใน 5 เขตที่พบการระบาดซ้ำ ได้แก่ คลองสาน ธนบุรี บางกอกใหญ่ บางคอแหลม และดินแดง

โครงการมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนสัญชาติไทย จำนวน 1,132 คน ตั้งเป้าให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ได้รับวัคซีนครบชุด โดยทีมบุคลากรทางการแพทย์จะเป็นผู้ดำเนินการ พร้อมติดตามความปลอดภัยและผลลัพธ์หลังได้รับวัคซีน

รศ. ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. ให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์ไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเจ็บป่วยส่งผลกระทบทั้งต่อตัวเด็ก

ที่อาจต้องขาดเรียน ผู้ใหญ่ที่ต้องขาดงาน ตลอดจนภาระของครอบครัว โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนซึ่งเป็นกลุ่มที่พบอัตราป่วยสูง

วัคซีนไข้เลือดออกจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ กทม.นำมาเสริมจากมาตรการป้องกันที่มีอยู่เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการนอนโรงพยาบาลจากไข้เลือดออกได้ 80–90%2 ทั้งนี้ผู้ที่สนใจรับวัคซีนควรปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

“โครงการนี้ไม่ได้ดูเพียงว่าฉีดวัคซีนได้กี่คน แต่จะเก็บและติดตามข้อมูลต่อเนื่อง ทั้งผลลัพธ์หลังฉีด ความปลอดภัย ความคุ้มค่า และการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้ปกครอง ครู และเด็ก หากผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย กทม. จะนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาขยายโครงการให้ครอบคลุมโรงเรียนสังกัด กทม. ทั้ง 50 เขต เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการป้องกันได้มากขึ้น”

สกัดภัยยุงลายให้ตรงจุด

พญ.นภัสชล ฐานะสิทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การป้องกันไข้เลือดออกจำเป็นต้องใช้หลายมาตรการร่วมกัน ทั้งการลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง การให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง ครู และนักเรียน และการใช้วัคซีน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO)

สำหรับโครงการนำร่องครั้งนี้ กทม. เลือกพื้นที่จากเขตที่พบการระบาดซ้ำ ขณะที่นักเรียนชั้น ป.4 ถูกกำหนดเป็นกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากเป็นช่วงวัยเรียนที่พบอัตราป่วยสูงสุด การดำเนินงานผ่านโรงเรียนยังช่วยให้ สามารถสื่อสารข้อมูล ขอความยินยอม รับวัคซีนตามนัด และติดตามผลได้อย่างเป็นระบบ

“เด็กที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับวัคซีนครบคอร์สตามคำแนะนำของแพทย์ พร้อมติดตามการป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประเมินผลและใช้ประกอบการพิจารณาขยายโครงการในอนาคต”

ป้องกันไข้เลือดออกด้วยสูตร “เกิด–กัด–ฉีด”

แม้วัคซีนจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ แต่การป้องกันไข้เลือดออกยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน กทม. จึงสื่อสารแนวทางที่จำง่ายผ่าน 3 คำ “เกิด–กัด–ฉีด”

  • เกิด – ป้องกันไม่ให้ยุงเกิด ด้วยการจัดการขยะหรือภาชนะที่มีน้ำขัง ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด และใช้ทรายกำจัดลูกน้ำ
  • กัด – ป้องกันไม่ให้ยุงกัด ด้วยการทายากันยุง นอนในมุ้งหรืออยู่ในห้องที่มีมุ้งลวด และสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด
  • ฉีด – เสริมการป้องกันด้วยการรับวัคซีนไข้เลือดออกตามคำแนะนำของแพทย์

การป้องกันทั้ง 3 ทางเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคโดยผู้ปกครองควรศึกษาข้อมูลและพาบุตรหลาน รับวัคซีนตามนัด ขณะที่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว หากสนใจรับวัคซีน ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความเหมาะสม

เพราะการรับมือไข้เลือดออกไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยทั้งการจัดการสิ่งแวดล้อม การป้องกันตนเอง และการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อให้การป้องกันเกิดขึ้นก่อนป่วย และลดผลกระทบจากโรคให้ได้มากที่สุด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

1) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ติดตามสถานการณ์โรคไข้เลือดออกอย่างใกล้ชิด เน้นเฝ้าระวังเข้มข้นและควบคุมโรคในพื้นที่ที่มีการระบาด

https://www.ddc.moph.go.th/brc/news.php?deptcode=&news=59854

2) สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. คำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569 ฉบับประชาชน

ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นสำหรับประชาชนเป็นการทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการให้ข้อมูลเท่านั้น ข้อมูลนี้ไม่ควรถูกนำไปใช้เพื่อวินิจฉัยหรือรักษาปัญหาสุขภาพหรือโรคใดๆ

C-ANPROM/TH/QDE/0899: Sep 2026

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน